ในการทำเว็บไซต์ หลายคนมักเลือกใช้งาน WordPress เพราะไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมหรือการเขียนโค้ด จึงทำให้สะดวกต่อการใช้งาน นอกจากนี้หลายๆ คนก็ต่างคาดหวังให้เว็บไซต์ของตนนั้นติดอันดับในหน้าค้นหาเป็นอันดับแรกๆ บทความนี้ Search Studio จะมาแนะนำ WordPress SEO Plugin ตัวช่วยในการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับที่มีทั้งแบบที่สามารถติดตั้งใช้งานได้ฟรีและแบบที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามพร้อมๆ กันเลย
ทำไมถึงควรติดตั้ง WordPress SEO Plugin?
จุดประสงค์ของการทำ SEO คือต้องการทำให้หน้าเว็บไซต์ขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของหน้าค้นหานั่นเอง โดยมีตัวช่วย ซึ่งก็คือ WordPress SEO Plugin ซึ่ง Plugin เหล่านี้ง่ายต่อการใช้งานและไม่ซับซ้อน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์และช่วยส่งเสริมในการทำ SEO เพราะระบบของ Plugin จะทำการบอกเราว่าตอนนี้คุณภาพโดยรวมของหน้าเว็บไซต์นั้นเป็นแบบไหน ซึ่งบางปลั๊กอิน เช่น Yoast SEO จะบอกภาพรวมคุณภาพของหน้าเว็บเป็นไฟสัญญาณสีเขียว, สีส้มและสีแดง หรือบางปลั๊กอินจะบอกเป็นคะแนน เช่น Rank Math SEO
WordPress SEO Plugin ที่ควรติดตั้งมีอะไรบ้าง?
สำหรับ WordPress SEO Plugin นั้นมีหลายแบบให้เลือกใช้ ซึ่ง Plugin แต่ละแบบก็มีฟีเจอร์และการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมาแนะนำ 10 WordPress SEO Plugin ที่เราคัดมาแล้วว่าน่าสนใจและช่วยในการทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลย
1. All-in-One SEO (AIOSEO)
หนึ่งในปลั๊กอินดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมสูงมาก AIOSEO ช่วยให้คุณตั้งค่า SEO พื้นฐานได้ครอบคลุม ทั้งการปรับ Meta Title, Description และยังมีฟีเจอร์เด่นอย่าง SEO Audit Checklist ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของเว็บไซต์ในภาพรวม
จุดเด่นที่น่าสนใจ
- ช่วยตั้งค่า SEO พื้นฐาน เช่น Title และ Meta Description
- มีระบบสร้าง Sitemap
- รองรับการทำ Schema ได้ในบางระดับ
- เหมาะกับคนที่อยากได้ปลั๊กอินแบบ “ครบจบในตัวเดียว”
2. Broken Link Checker
Google ไม่ชอบเว็บไซต์ที่มีลิงก์เสีย (404 Error) เพราะทำให้ประสบการณ์ผู้ใช้แย่ลง ปลั๊กอินนี้จะคอยตรวจสอบลิงก์ภายในและภายนอกเว็บของคุณ หากเจอลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้ ระบบจะแจ้งเตือนให้คุณแก้ไขได้ทันที
Broken Link Checker ช่วยตรวจสอบว่า
- มีลิงก์ไหนในเว็บที่คลิกแล้วไปหน้า 404
- ลิงก์ไปเว็บอื่นที่เสียหรือโดนลบ
- คุณควรแก้ไขลิงก์ไหนก่อนเพื่อรักษาคุณภาพเว็บ
เหมาะกับเว็บที่มีบทความเยอะ และอัปเดตคอนเทนต์บ่อย
3. Rank Math SEO
อีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจในการทำ WordPress SEO นั่นคือ Rank Math SEO เป็นปลั๊กอินสัญชาติอินเดีย ซึ่งมีคุณภาพสูง หากเป็นคนที่อยู่ในวงการการทำเว็บไซต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง WordPress คงจะพอทราบกันดีว่า Rank Math ก็เป็นอีกหนึ่งปลั๊กอินที่ยอดเยี่ยม ในการทำ SEO บน WordPress ซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายไม่แพ้ Yoast SEO โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้
- ใช้งานในการปรับ On-Page และแก้ไข Meta Tag SEO ได้
- แสดงคุณภาพเนื้อหาในหน้า Page และ Post โดยบอกเราเป็น แต้ม 0 – 100
- ใส่ Focus Keyword ได้มากกว่า 1 คำ
- ช่วยบอกจุดที่สมควรเพิ่มเติม หรือ เอาออก หรือ แก้ไข
- สามารถส่ง Sitemap ไปยัง Google Search Console ได้แบบอัตโนมัติ
- เหมาะกับคนที่อยากคุมรายละเอียด SEO แบบจริงจัง
หมายเหตุ: บางฟีเจอร์จะอยู่ในเวอร์ชันที่ต้องมี License
4. Redirection
Redirection เป็นปลั๊กอินที่จำเป็นมากสำหรับเว็บที่มีการปรับหน้าเว็บ เปลี่ยน URL หรือย้ายหน้าอยู่บ่อย ๆ เพราะช่วยให้คุณจัดการ 301 Redirect ได้ง่าย โดยไม่ต้องแก้โค้ด
ทำไม Redirect ถึงสำคัญกับ SEO
- ป้องกันหน้า 404 ที่ทำให้คนหลุดออกจากเว็บ
- ส่งต่อพลัง SEO จาก URL เก่าไป URL ใหม่
- รักษาอันดับเดิมและลิงก์ที่เคยแชร์เอาไว้
เหมาะกับใคร
- เว็บที่เริ่มทำ SEO แล้วเริ่มมีการปรับโครงสร้างเว็บ
- เว็บที่รีแบรนด์ ย้ายหมวดหมู่ หรือเปลี่ยน slug บ่อย
5. Schema Pro
Schema Pro เป็นปลั๊กอินที่ช่วยเพิ่ม Schema Markup ให้เว็บไซต์แบบทำได้ง่ายและเป็นระบบ โดย Schema คือข้อมูลที่ทำให้ Google เข้าใจว่าหน้านี้เกี่ยวกับอะไร เช่น บทความ รีวิว สินค้า คำถามที่พบบ่อย และบริการ
ทำไม Schema ถึงช่วย SEO
- เพิ่มโอกาสแสดงผลแบบ Rich Snippets
- ทำให้ผลค้นหาดูน่าคลิกขึ้น
- ช่วยให้ Google “เข้าใจประเภทหน้า” ได้ชัดขึ้น
Schema Pro เหมาะกับ
- เว็บไซต์บริการที่อยากเพิ่มความน่าเชื่อถือ
- เว็บที่ทำบทความเยอะและอยากให้ผลค้นหาดูเด่นขึ้น
- เว็บที่ต้องการเพิ่ม CTR จากหน้าค้นหา Google
6. SEOPress
ปลั๊กอินที่ขึ้นชื่อเรื่องความเรียบง่าย สะอาดตา และไม่มีโฆษณาในหน้าการใช้งาน เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบความวุ่นวายของปลั๊กอินตัวอื่นๆ
ทำไม SEOPress ถึงช่วย SEO
- ตั้งค่า Meta Title/Description ได้ง่าย
- สร้าง Sitemap ได้
- ตั้งค่า Open Graph สำหรับแชร์โซเชียลได้ครบ
- รองรับ Schema และการจัดการ SEO หลายส่วน
SEOPress เหมาะกับ
- ธุรกิจที่เน้นความเป็นระเบียบและต้องการปลั๊กอินที่ทำงานเงียบๆ แต่ประสิทธิภาพสูง
- คนที่อยากจัดการ SEO ทั้งบน Google และ Social Media ไปพร้อมกัน
7. Slim SEO
ปลั๊กอินแนว Minimalism ที่มีคอนเซปต์ว่า “ติดตั้งเสร็จแล้วไม่ต้องทำอะไรเลย” เพราะระบบจะจัดการงาน SEO พื้นฐานให้คุณโดยอัตโนมัติ
ทำไม Slim SEO ถึงช่วย SEO
- ตั้งค่า Meta Tag, Sitemap และ Schema พื้นฐานให้ทันทีที่ติดตั้ง
- โค้ดน้อยมาก ไม่ทำให้ความเร็วเว็บไซต์ตกลง
- ตัดปัญหาเรื่องการตั้งค่าที่ซับซ้อนที่มักจะทำให้มือใหม่สับสน
Slim SEO เหมาะกับ
- เจ้าของธุรกิจที่ไม่อยากปวดหัวกับการตั้งค่า แต่อยากให้เว็บมีมาตรฐาน SEO ที่ดี
- เว็บไซต์ขนาดเล็ก หรือ Landing Page ที่ต้องการความเร็วสูงสุด
8. The SEO Framework
เป็นปลั๊กอินที่นักพัฒนา (Developer) แนะนำมากที่สุด เพราะความคลีนและประสิทธิภาพที่แม่นยำ ปราศจากฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็น
ทำไม The SEO Framework ถึงช่วย SEO
- มีระบบช่วยเขียน Meta Description ที่มีความหมายสมบูรณ์แบบ
- ไม่มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้และไม่มีโฆษณาแฝง 100%
- เน้นการทำ SEO ตามกฎของ Google อย่างเคร่งครัด ไม่ใช้เทคนิคสายเทา
The SEO Framework เหมาะกับ
- เว็บไซต์องค์กรที่ต้องการความเสถียรและความปลอดภัยสูงสุด
- คนที่ต้องการปลั๊กอินที่เบาและไม่แย่งทรัพยากรของ Host
9. WP Rocket
แม้จะเป็นปลั๊กอินด้านความเร็ว (Performance) แต่ความเร็วคือปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ Google ใช้จัดอันดับในปัจจุบัน (Core Web Vitals)
ทำไมความเร็วถึงช่วย SEO
- เมื่อเว็บโหลดไว คนก็ไม่อยากกดออก เพิ่มโอกาสการขาย
- ช่วยให้ Bot ของ Google เก็บข้อมูลหน้าเว็บได้เร็วและมากขึ้น
- ช่วยดันคะแนนความเร็วใน Google PageSpeed Insights ให้สูงขึ้น
WP Rocket เหมาะกับ
- เว็บไซต์ที่มีรูปภาพเยอะ หรือมีฟีเจอร์ซับซ้อนที่ทำให้เว็บโหลดช้า
- ธุรกิจที่ต้องการปิดการขายให้เร็วที่สุด (เพราะทุกวินาทีที่ช้าลงคือลูกค้าที่เสียไป)
10. Yoast SEO
ในการทำ WordPress SEO เครื่องมือแรกที่คุณควรมองหาคือ Yoast SEO เพราะว่าเป็นปลั๊กอินที่สามารถโหลดมาใช้งานได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดย Yoast SEO นั้นมีความสามารถหลายด้าน ทั้งช่วยในด้านการปรับ On-Page SEO ช่วยในการปรับ Title Tag และ Meta Description ของเว็บไซต์ในหน้านั้นๆ ได้ โดยเราสามารถใช้ Yoast SEO แก้ค่า Meta Tag SEO ได้ในแต่ละหน้า ซึ่ง Yoast SEO มีคุณสมบัติที่เด่นๆ ดังนี้
- สามารถปรับค่า Meta Tag SEO ของแต่ละหน้าได้
- แสดงผลคุณภาพของเนื้อหาในหน้า Page หรือ Post โดยจะแสดงไฟสัญญาณ เช่น
🔴 สีแดง หมายถึง ควรปรับปรุงแก้ไข
🟠 สีส้ม หมายถึง อยู่ในระดับปานกลาง
🟢 สีเขียว หมายถึง อยู่ในเกณฑ์ที่ดี
- สามารถกำหนดค่า Keyword ได้
- บอกในจุดที่ควรแก้ไขหรือเพิ่มเติม ให้เหมาะสมกับการทำ Keyword นั้นๆ
- ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทสรุป
เป็นยังไงกันบ้าง สำหรับบทความปลั๊กอิน WordPress SEO ที่เรานำมาฝาก Search Studio หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเลือกใช้ปลั๊กอินได้ตามความต้องการและความเหมาะสมในการใช้งาน เพื่อให้การทำงานของเว็บไซต์มีประสิทธิภาพมากที่สุด การเลือกใช้ปลั๊กอิน WordPress SEO นั้น เราสามารถเลือกใช้ได้เพียงแค่ตัวเดียวเท่านั้น ซึ่งเรารับรองได้เลยว่าปลั๊กอินที่เราแนะนำให้กับผู้อ่านนั้น เป็นปลั๊กอินที่มีคุณภาพและเป็นตัวช่วยสำคัญในการทำ SEO ให้ติดอันดับบนหน้าค้นหาได้
สุดท้ายนี้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยเกี่ยวกับ WordPress SEO Plugins ทั้งนี้สำหรับใครที่มีเว็บไซต์ธุรกิจอยู่แล้ว และต้องการให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google ทางบริษัทรับทำ SEO Search Studio ของเรา มีบริการรับทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกบน Google ซึ่งช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาในการศึกษาข้อมูลให้เสียเวลา รับรองได้เลยว่าเว็บธุรกิจของคุณ สามารถเพิ่มยอดขายได้มากยิ่งขึ้น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ได้อย่างกว้างขวาง สามารถติดต่อทีมงานของเราได้ที่ admin@searchstudio.co.th ได้เลย
จำเป็นในแง่ “จัดการเทคนิค” ค่ะ เพราะปลั๊กอินช่วยตั้งค่า Title/Meta, Sitemap, Schema และสิ่งที่คอนเทนต์อย่างเดียวทำไม่ได้ง่าย ๆ ทำให้ Google เข้าใจหน้าเว็บได้ชัดขึ้น และลดโอกาสพลาดเรื่องเทคนิค
ถ้าคุณอยากได้ปลั๊กอินที่ “ทางสายกลาง ใช้ง่าย” Yoast เป็นตัวเลือกที่คนใช้เยอะและเอกสารแน่น แต่ถ้าคุณอยากคุมรายละเอียดมากขึ้นและชอบหน้าตั้งค่าแบบจัดเต็ม Rank Math ก็เด่นมากในสายนี้
Tip: เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นปลั๊กอิน SEO “ตัวหลัก” ไม่ควรเปิดพร้อมกันหลายตัวเพราะอาจซ้ำซ้อน
โดยทั่วไปแนะนำ 2 ถึง 3 ตัวก็พอค่ะ
-
ปลั๊กอิน SEO หลัก 1 ตัว เช่น Yoast SEO, Rank Math, AIOSEO หรือ SEOPress
-
ปลั๊กอินเสริมตามงานที่จำเป็น เช่น Redirection หากเว็บมีการเปลี่ยน URL บ่อย
-
เสริมเพิ่มเฉพาะกรณี เช่น เครื่องมือเช็กลิงก์เสีย หรือปลั๊กอินเพิ่มความเร็ว
ช่วยจริงค่ะ เพราะความเร็วมีผลต่อประสบการณ์ผู้ใช้โดยตรง เว็บโหลดไว คนอยู่ต่อมากขึ้น และ Google ก็ให้ความสำคัญกับคุณภาพประสบการณ์ใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ