ในมุมของคนที่ทำเว็บไซต์ควรทำความเข้าใจว่า CDN คืออะไร เพราะมีความสำคัญที่เกี่ยวกับการส่งข้อมูลเนื้อหาไปยังปลายทาง หากไม่มีสิ่งนี้จะทำให้การดาวน์โหลดข้อมูลเป็นไปอย่างยากลำบากในหลายกรณี ดังนั้นการใช้งาน CDN เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้การส่งข้อมูลนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ และเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน บทความนี้ เราได้นำเอารายละเอียดเกี่ยวกับ CDN มาฝาก ให้ทุกคนได้รู้จักและสามารถนำไปใช้งานได้อย่างถูกต้อง ไปติดตามพร้อม ๆ กันเลย
CDN คืออะไร?
CDN ย่อมาจาก Content Delivery Network คือ เครือข่ายขนาดใหญ่ที่ได้นำเอา Server ทั้งหลายมาทำงานร่วมกันหรือเชื่อมต่อกัน มีการนำเอาข้อมูลเนื้อหาไปไว้ใกล้ๆ กับผู้ใช้งานหรือผู้ดาวน์โหลด เพื่อให้การดาวน์โหลดข้อมูลนั้นรวดเร็วขึ้น
อธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ถ้าไฟล์ทั้งหมดต้องดึงจากเซิร์ฟเวอร์ต้นทางจุดเดียว ผู้ใช้ที่อยู่ไกลจะเจอความหน่วง (latency) มากขึ้น และถ้าทราฟฟิกพุ่งพร้อมกัน เซิร์ฟเวอร์ต้นทางก็ทำงานหนักจนช้าหรือสะดุดได้
แต่เมื่อเจ้าของข้อมูลหรือเว็บไซต์นั้นได้มีการใช้บริการ Content Delivery Network จะทำให้ข้อมูลเนื้อหาต้นฉบับถูกให้บริการใกล้กับผู้ดาวน์โหลดมากขึ้น มีการกระจายข้อมูลออกไปอย่างทั่วถึง ผู้ดาวน์โหลดไม่ต้องเข้ามาดาวน์โหลดจากแหล่งเดียวกันทั้งหมด แต่ได้มีการดาวน์โหลดจาก Content Delivery Network หรือในบางครั้งอาจถูกเรียกว่า Cloud CDN ซึ่งจะทำให้การดาวน์โหลดข้อมูลนั้นรวดเร็วและราบรื่นมากกว่า
ปัจจุบัน CDN ได้รับความนิยมจากเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้งาน CDN เช่น Facebook, Netflix, Amazon เป็นต้น
ความเป็นมาของ CDN Server
ช่วงเริ่มต้นของ Content Delivery Network คือปลายทศวรรษ 1990 จุดประสงค์หลักคือการส่งข้อมูลไปยังปลายทางที่รวดเร็วขึ้น โดย CDN Server รุ่นแรกจะให้ความสำคัญกับหลักการเครือข่าย การรับส่งข้อมูลและศูนย์ข้อมูลสำหรับการจำลอง ต่อมา CDN เริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เพื่อแก้ปัญหาเว็บโหลดช้าเมื่อผู้ใช้กระจายอยู่หลายพื้นที่ จากนั้นแนวทางพัฒนาได้ขยับไปสู่การรองรับสื่อสตรีมมิง และในยุคปัจจุบัน CDN มักผสานแนวคิด Edge มากขึ้น (นำงานบางอย่างไปทำใกล้ผู้ใช้) พร้อมเพิ่มความปลอดภัยและความเสถียรของบริการ
ประโยชน์ของ CDN คืออะไร?
จากที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่า CDN หรือ Content Delivery Network คืออะไรไปแล้ว เชื่อว่าหลายคนเห็นภาพมากขึ้นว่าเครื่องมือนี้ดียังไง แต่แท้จริงแล้วประโยชน์ของ CDN Server ยังมีมากกว่านั้น ซึ่งทางเราได้รวบรวมมาให้แล้ว ดังนี้
- ลดค่าใช้จ่าย Bandwidth
ในการทำเว็บไซต์เรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ก็คือค่าใช้จ่าย Bandwidth ที่ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ต้องได้รับการควบคุมไม่ให้บานปลาย ซึ่ง Bandwidth คือปริมาณการรับส่งข้อมูล (Data-Transfer) ทางอินเทอร์เน็ต หากข้อมูลมีปริมาณมาก เว็บไซต์นั้นก็ต้องเลือก Bandwidth ที่สูงขึ้นเพื่อให้รองรับกับข้อมูลนั้นได้ แต่ก็จะตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วย ขณะเดียวกันการเลือกใช้งาน CDN Server เพื่อรับส่งข้อมูล ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้
- เพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล
การนำข้อมูลเนื้อหาไปไว้บน CDN Server ซึ่งอยู่ใกล้กับผู้ดาวน์โหลดข้อมูล จะทำให้ผู้ดาวน์โหลดเข้าถึงข้อมูลได้ภายในเวลาอันสั้น ทำให้การดาวน์โหลดเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในมุมของเว็บไซต์หากใช้งาน Cloud CDN จะช่วยให้หน้าเว็บโหลดเร็ว ไม่อืดไม่ช้า ช่วยเพิ่มผู้ใช้งานได้ทางอ้อม
- ปกป้องเนื้อหาไม่ให้ได้รับความเสียหาย
การเข้าถึงเนื้อหาจำนวนมากๆ ไปจนถึงมหาศาล ซึ่งมักเกิดกับเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมาก และถ้าหากมีการเข้าถึงที่มากจนเกินกว่าที่ Hardware จะรับไหว อาจส่งผลให้ข้อมูลเนื้อหามีความเสียหายได้ ทั้งนี้การใช้งาน CDN Server จะช่วยลด Load ให้กับ Server ต้นทางได้ เพราะได้มีการกระจายเนื้อหาไปยัง CDN Server ต่างๆ แล้ว
- ช่วยให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดี
จากที่ได้กล่าวไปว่าถ้าหากเว็บไซต์เลือกใช้งาน CDN Server ที่ทำให้หน้าเว็บโหลดเร็วขึ้น ผู้ใช้งานไม่ต้องรอนาน ก็จะทำให้อัตรา Bounce Rate ต่ำลง (Bounce Rate คือยอดคนออกจากเว็บไซต์ภายในเวลารวดเร็ว หากมีอัตราสูงจะไม่ดีต่อเว็บไซต์) เนื่องจากผู้ใช้งานไม่ต้องรอโหลดนาน ก็ไม่ Bounce ออกไป และเมื่อเว็บไซต์มี Bounce Rate ต่ำลง ก็จะช่วยเพิ่มคะแนนเว็บไซต์ที่ดีขึ้น ถูกจัดอันดับที่สูงขึ้นในหน้า Search Engine
บทสรุป
ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลรายละเอียดที่จะช่วยให้หลายๆ คนเข้าใจมากขึ้นว่า CDN คืออะไร หลักๆ เลยประโยชน์ของ Content Delivery Network คือการทำให้การรับส่งข้อมูลนั้นรวดเร็วมากขึ้น สร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้งาน และส่งเสริมให้เว็บไซต์นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำมาซึ่งการเข้าถึงที่ดีขึ้นด้วย
เวลาเกิดทราฟฟิกพุ่ง เช่น ยิงแอด ช่วงไลฟ์ หรือเปิดตัวสินค้า CDN จะรับภาระการเสิร์ฟไฟล์สแตติกจำนวนมากแทนเซิร์ฟเวอร์ต้นทาง ทำให้ต้นทางไม่โดนโหลดหนักจนช้า หรือถึงขั้นล่มง่าย และผู้ใช้ยังโหลดหน้าได้ลื่นกว่าเดิม
เพราะ CDN ใช้หลัก “แคช (cache)” และ “Edge Server” เมื่อผู้ใช้เรียกไฟล์เดิม ๆ (รูป, CSS, JS, วิดีโอ) ระบบจะส่งจากเซิร์ฟเวอร์ใกล้ตัวผู้ใช้แทนการวิ่งกลับไปที่ Origin ทุกครั้ง จึงลดเวลาโหลดหน้าได้มาก
โดยอ้อมช่วยได้ เพราะเว็บที่โหลดเร็วขึ้นมักทำให้ผู้ใช้รอน้อยลง ลดโอกาสกดออกเร็ว และช่วยประสบการณ์ใช้งาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพเว็บ
ช่วยได้ “ทางอ้อม” เพราะเว็บโหลดไวขึ้น คนรอน้อยลง โอกาสกดออกก่อนเห็นเนื้อหาก็น้อยลง แต่ Bounce Rate ยังขึ้นกับคุณภาพคอนเทนต์และ UX ด้วย