SEO

SEO Audit คืออะไร? พร้อมเทคนิคการทำเว็บไซต์ให้มีคุณภาพดีขึ้นเพื่อการค้นหาที่ดีกว่า

Fast To Read

ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของเราปรากฏบนหน้าค้นหาของ Google หรือSearch Engine อื่นๆ ได้มากขึ้น ยิ่งเว็บไซต์ติดอันดับดีเท่าไหร่ โอกาสที่ลูกค้าจะคลิกเข้ามายังเว็บของเราก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

แต่การ “แค่ทำ SEO” อาจไม่พอในระยะยาว ถ้าเราไม่เคยเช็กเลยว่าเว็บตอนนี้ยังทำงานได้ดีแค่ไหน ติดปัญหาอะไร หรือมีจุดไหนที่กำลังดึงอันดับให้ร่วงลงอยู่ นี่แหละคือบทบาทของ SEO Audit หรือ “การตรวจสุขภาพเว็บไซต์ด้าน SEO” ที่ช่วยให้เรารู้ว่าอะไรควรปรับ อะไรควรแก้ และอะไรควรเสริม เพื่อให้เว็บพร้อมขึ้นอันดับได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

SEO Audit คืออะไร?

SEO AUDIT คืออะไร

โดยสรุปแล้ว SEO Audit คือกระบวนการตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพเว็บไซต์ในมุมมองของ SEO ทั้งในด้านเทคนิค เนื้อหา โครงสร้าง และประสบการณ์ใช้งาน จากนั้นจึง “ปรับปรุง–แก้ไข–พัฒนา” ให้เว็บไซต์สอดคล้องกับหลักการทำ SEO มากที่สุด

การทำ SEO Audit จึงเปรียบเหมือนการ “เช็กสุขภาพเว็บไซต์” อย่างละเอียด เพื่อให้เว็บ:

  • โหลดเร็ว ใช้งานง่าย

  • เป็นมิตรกับทั้งผู้ใช้และ Search Engine

  • ไม่มีปัญหาแอบซ่อน เช่น 404, ลิงก์เสีย, โครงสร้างเพี้ยน

  • พร้อมขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆ บนหน้าค้นหาอย่างมั่นคง

ทำสม่ำเสมอ เว็บไซต์ก็จะไม่ทรุด ไม่โทรม และแข่งขันในสนาม SEO ได้อย่างต่อเนื่องค่ะ

10 ข้อสำคัญในการทำ SEO Audit

SEO AUDIT คืออะไร

หัวข้อนี้คือภาพรวมสิ่งที่ควรตรวจเวลา Audit เว็บไซต์ด้าน SEO ซึ่งคุณสามารถไล่เช็กลิสต์ทีละข้อได้เลย

1. ทำ SEO Audit Report ให้เห็นภาพรวมก่อน

ก่อนลงมือแก้ ให้เริ่มจาก “ดูภาพรวมจริงๆ ของเว็บไซต์ตอนนี้” เสียก่อน โดยใช้เครื่องมืออย่าง Google Analytics และ Google Search Console เพื่อดูว่า:

  • มี Traffic เข้ามาเท่าไหร่ จากช่องทางไหนบ้าง

  • หน้าไหนคนเข้าเยอะ / หน้าไหนแทบไม่มีคนเข้า

  • Conversion Rate เป็นอย่างไร

  • คีย์เวิร์ดอะไรทำอันดับอยู่แล้ว / คีย์เวิร์ดไหนกำลังร่วง

  • มีปัญหา Index, Error, หรือ URL ไหนที่ Google ฟ้องปัญหาอยู่

จากข้อมูลนี้เราจะรู้ว่า “ควรโฟกัส Audit ตรงไหนก่อน” เพื่อให้การทำ SEO Audit ตรงจุดและคุ้ม effort ที่สุด

2. ทำ On-Page SEO Audit

ส่วนนี้คือการตรวจเช็กทุกอย่างที่อยู่ “บนหน้าเว็บ” เช่น

  • การใช้คีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรองในแต่ละหน้า

  • Title, Meta Description, H1–H2–H3 ตรงประเด็นและอ่านรู้เรื่องไหม

  • มีInternal Link เชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องภายในเว็บไซต์หรือเปล่า

  • มี External Link เชื่อมไปยังแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือบ้างไหม

  • รูปภาพมี ALT Text อธิบายอย่างเหมาะสมหรือยัง (ช่วยเรื่อง Image Search)

เป้าหมายของ On-page Audit คือทำให้ Search Engine “เข้าใจ” ว่าหน้านั้นพูดเรื่องอะไร และผู้ใช้เปิดแล้วรู้สึกว่าเนื้อหาตรงกับสิ่งที่ตัวเองค้นหาจริงๆ

3. ทำ Technical SEO Audit

Technical SEO คือเรื่อง “หลังบ้าน” ที่ผู้ใช้มองไม่เห็น แต่ Search Engine ให้ความสำคัญมาก เช่น

  • โครงสร้างเว็บไซต์ และการวางลำดับหน้าเพจ

  • Sitemap (แผนที่เว็บไซต์) ถูกสร้างและส่งให้ Google หรือยัง

  • การตั้งค่า Robot.txt ว่าเปิด–ปิดให้บอทเข้าได้ถูกหน้าหรือไม่

  • การใช้ Schema Markup เพื่อให้ Google เข้าใจโครงสร้างข้อมูลในหน้าเว็บมากขึ้น

  • การทำRedirect 301 เมื่อลบ/ย้ายหน้า เพื่อไม่ให้เกิดหน้า404 not found

  • การใช้ Canonical Tag เพื่อบอกว่า URL ไหนคือเวอร์ชันหลัก ป้องกันปัญหาเนื้อหาซ้ำกัน

Technical SEO ที่ดีทำให้บอทของ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูลได้ง่ายและถูกต้อง ส่งผลดีต่อการจัดอันดับในระยะยาว

4. ทำ Backlink / Off-page SEO Audit

Off-page SEO คือทุกอย่างที่เกิดขึ้น “นอกเว็บไซต์” แต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของโดเมนคุณ เช่น:

  • การมีBacklink จากเว็บอื่นที่มีคุณภาพ

  • การถูกพูดถึงในเว็บ/สื่อภายนอก

สิ่งที่ควรตรวจคือ:

  • ตอนนี้มีลิงก์จากเว็บไหนบ้าง

  • เว็บเหล่านั้นมีคุณภาพหรือเป็นเว็บสแปม

  • มี “Bad Backlink” ที่อาจทำให้อันดับตกหรือไม่ (เว็บคุณภาพต่ำ, สแปม, เนื้อหาไม่เกี่ยวข้อง ฯลฯ)

ถ้าพบลิงก์ที่ไม่น่าไว้ใจ ควรพิจารณาลบ–ติดต่อเว็บต้นทาง หรือใช้เครื่องมือ Disavow เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อเว็บไซต์หลักของคุณ

SEO AUDIT คืออะไร

5. ตรวจและปรับ User Experience (UX)

Google ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ การ Audit เรื่อง UX จึงสำคัญมาก เช่น

  • เว็บไซต์ใช้งานง่ายไหม เมนูชัดเจนหรือเปล่า

  • ดีไซน์อ่านง่าย สะอาดตา ไม่รกเกินไป

  • เนื้อหาแบ่งเป็นหัวข้อ มีระยะห่างที่อ่านสบาย

  • ปุ่ม Call to Action เห็นชัด กดง่าย

  • หน้าโหลดเร็ว ไม่ค้าง ไม่หน่วง

UX ที่ดีช่วยให้คนอยู่ในเว็บนานขึ้น คลิกอ่านหลายหน้า ลด Bounce Rate และส่งสัญญาณเชิงบวกไปให้ Search Engine ว่า “เว็บนี้มีคุณภาพ”

6. ทำ Content Audit

Content Audit คือการสำรวจ “คลังคอนเทนต์ทั้งหมดในเว็บไซต์” แล้วถามตัวเองว่า:

  • บทความไหนยังมีประโยชน์อยู่ → ควรอัปเดตต่อ

  • บทความไหนเนื้อหาซ้ำกันเกินไป → ควรควบรวม/รีไรต์

  • บทความไหนสั้นไป, บางไป, ล้าสมัย → ควรอัปเดตหรือขยาย

  • บทความไหนไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแล้ว → อาจพิจารณาลบหรือ Redirect

ควรนำคีย์เวิร์ดที่สำคัญมาใช้ในเนื้อหาอย่างเหมาะสม และเพิ่มการใช้ Long-tail Keyword เพื่อ:

  • เจาะคำค้นหาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

  • เปิดโอกาสติดอันดับในคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งมองข้าม

  • ทำให้คอนเทนต์หลากหลายและสดใหม่ขึ้น

7. วิเคราะห์คู่แข่ง (Competitor Analysis)

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” ก็ใช้ได้กับ SEO เช่นกัน

สิ่งที่ควรดูจากคู่แข่ง:

  • เขาติดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดอะไร

  • โครงสร้างคอนเทนต์และหน้าเว็บเป็นอย่างไร

  • มี Backlink มาจากที่ไหนบ้าง

  • เขามีหน้า/ประเภทคอนเทนต์แบบไหนที่เรายังไม่มี

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณ:

  • เห็นโอกาสคีย์เวิร์ดใหม่ๆ โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

  • รู้ว่าต้องพัฒนาเนื้อหาตรงไหนให้ “ดีกว่า” ไม่ใช่แค่ “คล้ายๆ กัน”

8. ตรวจความปลอดภัยของเว็บไซต์ (Security)

เรื่อง Security ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่มีผลต่อความเชื่อมั่นและ SEO ด้วย

พื้นฐานที่สุดคือการติดตั้ง SSL ทำให้เว็บไซต์แสดงผลเป็น HTTPS ซึ่งคุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความSSL คืออะไร

ถ้าเว็บยังขึ้นว่า “Not Secure” ที่หน้า URL:

  • ผู้ใช้จะไม่กล้าใส่ข้อมูลส่วนตัว หรือทำธุรกรรมใดๆ

  • ภาพลักษณ์แบรนด์เสียหาย

  • ส่งผลลบต่อการจัดอันดับในสายตา Search Engine

SEO AUDIT คืออะไร

9. ตรวจความเป็น Mobile Friendly

ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในยุคนี้เข้าถึงเว็บไซต์ผ่านมือถือหรือแท็บเล็ต การทำเว็บให้ Mobile Friendly จึงไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็น “ข้อจำเป็น”

สิ่งที่ควรเช็ก:

  • หน้าเว็บแสดงผลบนจอเล็กได้ดีหรือไม่

  • ตัวหนังสือเล็กเกินไปไหม ต้องซูมหรือเปล่า

  • ปุ่มต่างๆ แตะง่ายพอไหม

  • เมนูใช้งานง่ายในรูปแบบ Mobile หรือไม่

เว็บที่ไม่รองรับมือถือมีโอกาสสูงที่จะอันดับตก เมื่อเทียบกับเว็บที่ปรับมารองรับ Mobile เรียบร้อยแล้ว

10. เช็กคะแนน Page Speed ของเว็บไซต์

ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บมีผลโดยตรงต่อทั้ง User Experience และ SEO

ปัญหาคลาสสิกคือ:

  • หน้าเว็บโหลดช้า

  • รูปใหญ่เกินไป

  • ใช้ Plug-in เยอะเกิน

  • ใส่เอฟเฟกต์หรือสคริปต์ที่ไม่จำเป็น

คุณสามารถใช้ PageSpeed Insights หรือเครื่องมือวัดความเร็วอื่นๆ ช่วยตรวจ แล้วค่อยปรับ เช่น

  • ใช้ Hosting ที่มีประสิทธิภาพ

  • ลดขนาดรูปภาพ

  • ลบ Plug-in ที่ไม่จำเป็น

  • ปรับแต่ง CSS/JavaScript ให้เหมาะสม

ยิ่งโหลดเร็ว โอกาสที่คนจะอยู่ต่อและคลิกหน้าถัดไปก็ยิ่งสูง

เครื่องมือที่ใช้ในการทำ SEO Audit

ระหว่างการ Audit เรามักใช้ทั้งเครื่องมือฟรีจาก Google และ SEO Tools อื่นๆ มาช่วยเก็บข้อมูลและวิเคราะห์

1. Google Search Console

SEO AUDIT คืออะไร

ใช้สำหรับ:

  • ดูคีย์เวิร์ดที่ทำให้คนเข้ามายังเว็บไซต์

  • ดู Impression, Click, CTR, Average Position

  • ดูปัญหาด้าน Index, Coverage, Sitemap, URL Error

เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการวัดผล SEO แบบอิงข้อมูลจริงจาก Google

2. Google Analytics

SEO AUDIT คืออะไร

ใช้สำหรับดู:

  • พฤติกรรมผู้ใช้บนเว็บไซต์

  • แหล่งที่มาของทราฟฟิกแต่ละช่องทาง

  • หน้าไหนมี Conversion ดี/แย่

  • เส้นทางการเดินของผู้ใช้ภายในเว็บ

ช่วยให้คุณเห็นภาพว่า “คนที่คลิกเข้ามาแล้ว เขาทำอะไรต่อในเว็บไซต์เรา”

3. SEO Tools (เช่น Ahrefs)

SEO AUDIT คืออะไร

เครื่องมือ SEO ชั้นนำอย่าง Ahrefs ช่วยเรื่อง:

  • Technical Audit

  • ตรวจ Backlink ทั้งของเราและคู่แข่ง

  • การทำ Keyword Research

  • ดู Domain Rating / Authority

  • ดู Ranking, เปรียบเทียบคีย์เวิร์ด, ค้นหาโอกาสคอนเทนต์ใหม่

เหมาะมากสำหรับการวางกลยุทธ์ SEO ระยะกลาง–ยาว

4. PageSpeed Insights

SEO AUDIT คืออะไร

เป็นเครื่องมือของ Google สำหรับตรวจ ความเร็วเว็บไซต์ ทั้งบนมือถือและ Desktop พร้อมรายงานว่า:

  • ส่วนไหนทำให้เว็บช้า

  • ควรปรับอะไรบ้าง เช่น รูป, สคริปต์, การโหลดฟอนต์

เป็นตัวช่วยสำคัญในการปรับปรุง Page Speed ให้ได้ตามมาตรฐาน Core Web Vitals

บทส่งท้าย

สรุปก็คือ SEO Audit คือกระบวนการตรวจสุขภาพเว็บไซต์แบบครบวงจร เพื่อตอบคำถามว่า:

  • ตอนนี้เว็บเรามีจุดอ่อนตรงไหน

  • อะไรที่กำลังฉุดอันดับให้ร่วง

  • อะไรที่ควรเสริมเพื่อให้ไปต่อได้ดีขึ้น

การทำ SEO Audit เป็นระยะ นอกจากช่วยให้เว็บไซต์ “สดใหม่และเป็นมิตรกับ Search Engine” อยู่เสมอแล้ว ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ และเพิ่มโอกาสในการติดอันดับคำค้นที่สำคัญต่อธุรกิจด้วย

ถ้าคุณมีเว็บไซต์อยู่แล้ว แต่อยากให้มีคนเห็นมากขึ้น ติดอันดับดีขึ้น หรืออยากเริ่มต้นทำ SEO อย่างจริงจัง ทีมงานของ Search Studio ซึ่งเป็นเอเจนซี่ที่เชี่ยวชาญด้าน SEO โดยเฉพาะ พร้อมช่วยวิเคราะห์และวางแผนทั้ง SEO Audit และการทำ SEO ให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกอย่างมีทิศทาง

สามารถติดต่อทีมงานเพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ผ่านหน้า ติดต่อเรา ได้เลยค่ะ

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

SEO Audit ต่างจากการทำ SEO ทั่วไปยังไง?

SEO Audit คือการ “ตรวจสุขภาพเว็บไซต์” แบบละเอียด ทั้งโครงสร้างเว็บ เนื้อหา เทคนิคหลังบ้าน ลิงก์ ความเร็ว ความปลอดภัย ฯลฯ เพื่อดูว่าตอนนี้เว็บของเรามีจุดแข็ง–จุดอ่อนตรงไหน แล้วค่อยวางแผนปรับปรุงให้สอดคล้องกับหลักการทำ SEO (Search Engine Optimization) มากที่สุด ส่วนการทำ SEO ทั่วไปมักโฟกัสไปที่การเพิ่มอันดับด้วยการทำคอนเทนต์ ดันคีย์เวิร์ด หรือทำลิงก์ แต่ถ้าไม่เคย Audit เลย ก็อาจดันเว็บที่มีปัญหาอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว

ควรทำ SEO Audit บ่อยแค่ไหน?

โดยทั่วไปแนะนำให้ทำ SEO Audit แบบ “เต็มระบบ” อย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง และทำรีเช็กบางส่วน (เช่น Performance, Keyword, Error ต่างๆ ใน Google Search Console) เดือนละครั้งหรือไตรมาสละครั้ง ขึ้นอยู่กับขนาดเว็บไซต์และความถี่ในการอัปเดตคอนเทนต์ ยิ่งเว็บใหญ่ มีหลายหน้า ยิ่งควรตรวจบ่อย เพื่อไม่ให้ปัญหาเล็กๆ ลามจนกระทบอันดับใน Search Engine โดยรวม

ถ้าไม่เก่งเทคนิค แต่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว จะเริ่มทำ SEO Audit ตรงไหนดี?

สำหรับคนที่ไม่ได้สายเทคนิค แนะนำเริ่มจากส่วนที่จับต้องง่ายก่อน เช่น

  • ดูข้อมูลใน Google Search Console และ Google Analytics ว่าหน้าไหนคนเข้า/เด้งเยอะ

  • เช็กความเร็วด้วย PageSpeed Insights

  • ไล่ดู On-page คร่าวๆ ว่า Title, หัวข้อ, คีย์เวิร์ด, Internal Link ใช้ได้ดีไหม
    จากนั้นค่อยให้คนที่เชี่ยวชาญเรื่อง Technical อย่างพวกโครงสร้างเว็บ, Redirect หรือปัญหา 404 not found มาช่วยเก็บดีเทลเชิงลึกอีกที

ทำไมเรื่องความปลอดภัยและ SSL ถึงเกี่ยวกับ SEO Audit ด้วย?

ความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพเว็บไซต์ ทั้งในมุมผู้ใช้และมุม Search Engine การติดตั้ง SSL (HTTPS) ช่วยให้การรับ–ส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้กับเว็บถูกเข้ารหัส ป้องกันการดักข้อมูล และทำให้เว็บไม่ขึ้นคำว่า “Not secure” ที่ URL ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้โดยตรง นอกจากนี้ Google ยังให้ความสำคัญกับ HTTPS เป็นหนึ่งในสัญญาณจัดอันดับ การตรวจเช็ก SSL จึงเป็นหนึ่งในเช็กลิสต์สำคัญของ SEO Audit เสมอ

ถ้ามีปัญหา Backlink แย่ ๆ หรือโครงสร้างเว็บพัง ควรแก้เองหรือให้เอเจนซี่ช่วยทำ SEO Audit?

ถ้าเว็บคุณเริ่มเจอปัญหาอย่างอันดับร่วงแบบไม่รู้สาเหตุ ทราฟฟิกลดฮวบ พบ Backlink แปลกๆ จากเว็บสแปม หรือมีปัญหาโครงสร้างเว็บซับซ้อน เช่น Redirect วนลูป, 404 เยอะ, Canonical ใช้ผิด การให้มืออาชีพเข้ามาช่วยทำ SEO Audit จะปลอดภัยและแม่นยำกว่าลองแก้เองแบบเดาสุ่ม เพราะบางครั้งการลบลิงก์ผิด หรือจัดการโครงสร้างผิด อาจทำให้เว็บเสียอันดับหนักกว่าเดิม ทีมงานจาก บริษัท Search Studio ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน SEO และการทำ Backlink อยู่แล้ว สามารถช่วยตรวจ วิเคราะห์ และวางแผนปรับให้เว็บไซต์กลับมาอยู่ในสภาพที่เหมาะกับการทำอันดับระยะยาวได้ดีกว่าทำคนเดียวแน่นอนค่ะ

Written By

เมย์เริ่มงานสาย Online Marketing มาได้มาได้มากกว่า 3 ปีแล้ว และยังคงศึกษางาน SEO และ Online Marketing ต่อไป ด้วยเป็นเด็กสายวิทย์ที่ชอบการอ่านมากกว่าฟัง ชอบวิเคราะห์ มีความขี้สงสัยและต้องค้นหาเหตุผลให้เจอ ยังคงหลงใหลในศิลปะการทำอาหาร สุดท้ายแล้วขอให้แมวจรทุกตัวมีบ้านค่ะ
Views
Related Article

รับคำปรึกษา
SEO ฟรี!

ตรวจสถานะ SEO ของเว็บไซต์ของคุณ ฟรี พร้อมคำแนะนำจาก SEO Specialist ของเรา มูลค่า 35,000 บาท

มีจำนวนจำกัด เท่านั้น ติดต่อเราเลย

Let’s talk

Got an idea in your mind? Pop your info into our form
and we will get back to you shortly.