SEO

Call To Action คืออะไร? สร้างยังไงให้ลูกค้าอยากคลิก!

Fast To Read

การสร้างคอนเทนต์และบทความเพื่อดึงดูดให้ผู้ชมและผู้อ่านเข้ามาทำความรู้จักกับธุรกิจของคุณนั้นไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อทำควบคู่กับการทำ SEO ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้คอนเทนต์ถูกค้นพบผ่าน Google ได้มากขึ้น แต่การมีผู้เข้าชมเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากธุรกิจต้องการผลลัพธ์ที่มากกว่า เช่น การตัดสินใจซื้อสินค้า การสมัครสมาชิก หรือการทักสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การดึง Traffic เข้าสู่เว็บไซต์เท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนผู้เข้าชมจาก Search Engine ให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมกับธุรกิจ ซึ่งต้องอาศัยทั้งประสบการณ์การใช้งานที่ดี เนื้อหาที่ตอบโจทย์ และการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเชื่อม SEO เข้ากับผลลัพธ์ทางธุรกิจก็คือ CTA (Call to Action) หรือคำกระตุ้นการตัดสินใจ

แล้วจริง ๆ แล้ว Call to Action คืออะไร และควรเขียน CTA อย่างไรให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้งาน เป้าหมายด้าน SEO และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในภาพรวม วันนี้ Search Studio ได้รวบรวมแนวคิดและเทคนิคที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงมาให้แล้ว ตามมาอ่านพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ

CTA (Call to Action) คืออะไร?

CTA ย่อมาจาก Call to Action คือคำ วลีหรือประโยคสั้น ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายของโฆษณา เนื้อหาของธุรกิจนั้น ๆ เกิดการมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคลิกเข้าเว็บไซต์ การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า การหยิบสินค้าใส่รถเข็น การกรอกฟอร์มติดต่อ หรือแม้แต่การสมัครสมาชิกเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ

CTA ที่ดีไม่ใช่แค่การบอกให้ “ดาวน์โหลด” หรือ “ซื้อ” เท่านั้น แต่เป็นการสื่อสารให้ผู้อ่านรู้สึกว่า ขั้นตอนถัดไปนั้นคุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการของเขา ซึ่งอาจมาในรูปแบบของข้อความที่ชัดเจน เข้าใจง่าย หรือออกแบบเป็นปุ่มกราฟิกที่โดดเด่น ช่วยดึงสายตาและนำทางการใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ การเลือกใช้ CTA ควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของธุรกิจ พฤติกรรมของผู้ใช้งาน และแพลตฟอร์มที่นำไปใช้งาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

5 เทคนิคการสร้าง Call to Action CTA ยังไงให้ลูกค้าอยากคลิก

1. เลือกใช้คำสั้น กระชับ ทรงพลัง

เพราะปุ่ม Call to Action เป็นกลยุทธ์ที่ต้องดึงดูดความสนใจของผู้ชมผู้อ่านให้ได้มากที่สุด การเลือกใช้คำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทั่วไปแล้วควรใช้ข้อความสั้น ๆ ประมาณ 3–5 คำก็เพียงพอ เน้นความกระชับ ชัดเจน และสื่อความหมายตรงประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจทันทีว่าหลังจากคลิกแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

CTA ที่ดีควรมีพลัง ช่วยสร้างความรู้สึกอยากมีส่วนร่วม และโดดเด่นสะดุดตาในทันที ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของข้อความหรือปุ่มที่ออกแบบให้แตกต่างจากองค์ประกอบอื่นบนหน้าเว็บไซต์ เช่น “ซื้อเลย”, “ช็อปเลย” หรือ “เรียนรู้เพิ่มเติม” ซึ่งเป็นตัวอย่างของ CTA ที่เรียบง่ายแต่ได้ผล หากเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของเนื้อหาและตำแหน่งบนหน้าเว็บ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการคลิก และนำผู้ใช้งานไปสู่ขั้นตอนถัดไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ

2. ปุ่ม Call to Action ต้องโดดเด่น แตกต่างกว่าปุ่มอื่น ๆ

ในเว็บไซต์หรือช่องทางสื่อสำหรับการโปรโมทของแต่ละธุรกิจ มักจะมีปุ่มหรือองค์ประกอบให้ผู้ใช้งานเลือกคลิกหลายจุดในหนึ่งหน้า ไม่ว่าจะเป็นปุ่มสำหรับอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ดูรายละเอียดสินค้า หรือไปยังหน้าถัดไป ดังนั้น Call to Action จึงไม่ควรกลมกลืนไปกับปุ่มอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์

การออกแบบปุ่ม Call to Action ให้โดดเด่นและแตกต่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้สีที่ตัดกับพื้นหลังอย่างชัดเจน การใช้ขนาดหรือรูปทรงที่สะดุดตา หรือการจัดวาง Layout ในตำแหน่งที่ผู้ใช้งานมองเห็นได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ เมื่อผู้ใช้งานไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าจะคลิกตรงไหน ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการคลิกได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีผลต่อประสบการณ์ผู้ใช้งานและอัตราการแปลงผลลัพธ์บนเว็บไซต์โดยตรง

3. เพิ่มความดึงดูดด้วยสิทธิพิเศษ เร่งด่วนด้วยระยะเวลา

การทำให้คนอ่านอยากคลิกปุ่ม Call to Action อีกเทคนิคก็คือการใช้เทคนิคพิเศษที่เรียกว่า FOMO หรือ Fear of Missing Out พยายามรวบรัดการตัดสินใจผู้ใช้งานด้วยการใช้คำ หรือวลีที่ช่วยเพิ่มแรงกระตุ้น เช่น ช็อปด่วน จำนวนจำกัด หรือใส่ระยะเวลาที่แน่นอน พร้อมสิทธิพิเศษที่ลูกค้าไม่ควรพลาดเมื่อกดปุ่ม CTA เมื่อผู้อ่านรู้สึกว่าข้อเสนอมีเงื่อนไขและอาจหมดไปในไม่ช้า ก็จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการคลิกและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ FOMO ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่จริงและเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว

4. เลี่ยงการใช้คำเทคนิคเฉพาะ

มากไปกว่าการเลือกใช้คำที่สั้น กระชับ และทรงพลังแล้ว การเลือกคำหรือวลีสำหรับ Call to Action ยังควรเป็นคำที่เข้าใจได้ง่ายในทันที และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เทคนิคเฉพาะทางที่อาจก่อให้เกิดความสับสนหรือการตีความผิด โดยเฉพาะในกรณีที่กลุ่มเป้าหมายไม่ได้มีพื้นฐานด้านเทคนิคมากนัก

หากผู้อ่านต้องหยุดเพื่อทำความเข้าใจความหมายของคำ หรือจำเป็นต้องออกไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ นั่นคือจุดที่แรงจูงใจเริ่มลดลง และอาจทำให้ผู้ใช้งานละทิ้งหน้าเว็บไปโดยไม่คลิกปุ่ม CTA ในที่สุด การใช้ภาษาที่เรียบง่าย ชัดเจน และสื่อสารตรงไปตรงมา จึงช่วยลดขั้นตอนการคิด ทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างราบรื่น และเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้อ่านให้กลายเป็นลูกค้าได้มากขึ้น

5. สร้าง Call to Action มากกว่า 1 จุด

ในหน้าเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาจำนวนมาก หรือมีความยาวมากกว่า 1 หน้ากระดาษ A4 การเลือกใช้ Call to Action เพียงจุดเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้ใช้งานแต่ละคนมีจังหวะและความพร้อมในการตัดสินใจที่แตกต่างกัน การวาง CTA มากกว่า 1 จุดจึงช่วยรองรับพฤติกรรมการอ่านและการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น ปุ่ม CTA ในช่วงต้นของหน้าอาจออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานคลิกเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม หรือทำความเข้าใจบริการก่อน เมื่อผู้อ่านเลื่อนลงมาและได้รับข้อมูลครบถ้วนมากขึ้นแล้ว จึงค่อยวาง CTA อีกปุ่มหนึ่งที่เน้นการตัดสินใจหรือปิดการขายโดยเฉพาะ วิธีนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่รู้สึกถูกเร่งรัดจนเกินไป แต่ยังคงมีทางเลือกในการดำเนินการต่อในทุกช่วงของการอ่าน ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งประสบการณ์ผู้ใช้งานและอัตราการแปลงผลลัพธ์บนเว็บไซต์ในระยะยาว

Call to Action ตัวอย่างเลือกให้เหมาะสมกับคอนเทนต์

สำหรับการสร้างปุ่ม Call to Action ขึ้นมานั้นก็เพื่อหวังให้คนที่เข้ามาอ่าน มาชมเว็บไซต์เกิดการมีส่วนร่วม แต่ในแต่ละธุรกิจนั้นก็มีวัตถุประสงค์ในการสร้างปุ่มนี้ขึ้นมาแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น

  • Call to Action สำหรับปิดการขาย ซึ่งเน้นการทำยอดขาย พบได้บ่อยในพวกธุรกิจ E-Commerce โดยมีการใช้ภาษาที่สั้นกระชับ กระตุ้นการซื้อบนปุ่ม Call to Action ตัวอย่างเช่น Buy Now, ช็อปด่วน ช็อปเลย, ซื้อเลย, หยิบใส่รถเข็น, หยิบใส่ตะกร้า
  • Call to Action เพื่อเก็บเป็นข้อมูลติดต่อกลับ และกลายเป็นลูกค้าคนสำคัญในอนาคต เช่น คลิกเพื่อสมัครสมาชิก, ลงทะเบียนรับข่าวสาร, สมัครวันนี้ รับสินค้าทดลองฟรี!
  • Call to Action สำหรับการหาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น Read More Learn More อ่านเพิ่มเติม คลิกเพื่อดูเพิ่มเติม
  • Call to Action เพื่อให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ หรือรับข้อมูลบริการเพิ่มเติม จะมีปุ่ม Call to Action ตัวอย่างเช่น ปรึกษาฟรี, ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี, พูดคุยกับเรา, ทักหาแอดมินด่วน, Message Us

บทส่งท้าย

เรียกได้ว่า Call to Action ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์ในการทำการตลาดที่ควรค่าแก่การทำเป็นอย่างมาก เพราะมีประสิทธิภาพในการสร้างโอกาสการขาย เพิ่มสมาชิกในธุรกิจและองค์กร ตลอดจนตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในการค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆ ผ่านช่องทางสื่อสารของคุณได้เป็นอย่างดี และเพื่อให้การทำ Call to Action เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้นควรอาศัยรูปแบบคอนเทนต์การนำเสนอที่น่าสนใจ และการออกแบบกราฟิกที่น่าดึงดูดใจร่วมด้วย เท่านี้ก็รับรองว่าจะช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจของคุณก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้วล่ะค่ะ  

หากคุณต้องการวางกลยุทธ์ Call to Action ให้สอดคล้องกับการทำ SEO และการตลาดออนไลน์อย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้าจริง Search Studio พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลตั้งแต่การวางโครงสร้างคอนเทนต์ การออกแบบ CTA ไปจนถึงการปรับเว็บไซต์เพื่อเพิ่ม Conversion สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับทีมงานของ Search Studio ได้เลยค่ะ

Written By

แทมเริ่มเข้าสู่สายงาน SEO ได้ไม่นานนัก มีความเชื่อที่ว่าทุกอย่างสามารถเรียนรู้ได้ SEO ก็เช่นกัน :) ชอบฟังเพลงนอกกระแส รักการขีดๆ เขียนๆ มีงานอดิเรกคือเขียนไดอารี่ จัดเพลย์ลิสต์เพลง อ่านนิยายรอมคอม และเสพติดการกินชาเขียวเป็นชีวิตจิตใจ
Views
Related Article

รับคำปรึกษา
SEO ฟรี!

ตรวจสถานะ SEO ของเว็บไซต์ของคุณ ฟรี พร้อมคำแนะนำจาก SEO Specialist ของเรา มูลค่า 35,000 บาท

มีจำนวนจำกัด เท่านั้น ติดต่อเราเลย

Let’s talk

Got an idea in your mind? Pop your info into our form
and we will get back to you shortly.