การสร้างคอนเทนต์และบทความเพื่อดึงดูดให้ผู้ชมและผู้อ่านเข้ามาทำความรู้จักกับธุรกิจของคุณนั้นไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อทำควบคู่กับการทำ SEO ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้คอนเทนต์ถูกค้นพบผ่าน Google ได้มากขึ้น แต่การมีผู้เข้าชมเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากธุรกิจต้องการผลลัพธ์ที่มากกว่า เช่น การตัดสินใจซื้อสินค้า การสมัครสมาชิก หรือการทักสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การดึง Traffic เข้าสู่เว็บไซต์เท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนผู้เข้าชมจาก Search Engine ให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมกับธุรกิจ ซึ่งต้องอาศัยทั้งประสบการณ์การใช้งานที่ดี เนื้อหาที่ตอบโจทย์ และการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเชื่อม SEO เข้ากับผลลัพธ์ทางธุรกิจก็คือ CTA (Call to Action) หรือคำกระตุ้นการตัดสินใจ
แล้วจริง ๆ แล้ว Call to Action คืออะไร และควรเขียน CTA อย่างไรให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้งาน เป้าหมายด้าน SEO และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในภาพรวม วันนี้ Search Studio ได้รวบรวมแนวคิดและเทคนิคที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงมาให้แล้ว ตามมาอ่านพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ
CTA (Call to Action) คืออะไร?
CTA ย่อมาจาก Call to Action คือคำ วลีหรือประโยคสั้น ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายของโฆษณา เนื้อหาของธุรกิจนั้น ๆ เกิดการมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคลิกเข้าเว็บไซต์ การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า การหยิบสินค้าใส่รถเข็น การกรอกฟอร์มติดต่อ หรือแม้แต่การสมัครสมาชิกเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ
CTA ที่ดีไม่ใช่แค่การบอกให้ “ดาวน์โหลด” หรือ “ซื้อ” เท่านั้น แต่เป็นการสื่อสารให้ผู้อ่านรู้สึกว่า ขั้นตอนถัดไปนั้นคุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการของเขา ซึ่งอาจมาในรูปแบบของข้อความที่ชัดเจน เข้าใจง่าย หรือออกแบบเป็นปุ่มกราฟิกที่โดดเด่น ช่วยดึงสายตาและนำทางการใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ การเลือกใช้ CTA ควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของธุรกิจ พฤติกรรมของผู้ใช้งาน และแพลตฟอร์มที่นำไปใช้งาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
5 เทคนิคการสร้าง Call to Action CTA ยังไงให้ลูกค้าอยากคลิก
1. เลือกใช้คำสั้น กระชับ ทรงพลัง
เพราะปุ่ม Call to Action เป็นกลยุทธ์ที่ต้องดึงดูดความสนใจของผู้ชมผู้อ่านให้ได้มากที่สุด การเลือกใช้คำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทั่วไปแล้วควรใช้ข้อความสั้น ๆ ประมาณ 3–5 คำก็เพียงพอ เน้นความกระชับ ชัดเจน และสื่อความหมายตรงประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจทันทีว่าหลังจากคลิกแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
CTA ที่ดีควรมีพลัง ช่วยสร้างความรู้สึกอยากมีส่วนร่วม และโดดเด่นสะดุดตาในทันที ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของข้อความหรือปุ่มที่ออกแบบให้แตกต่างจากองค์ประกอบอื่นบนหน้าเว็บไซต์ เช่น “ซื้อเลย”, “ช็อปเลย” หรือ “เรียนรู้เพิ่มเติม” ซึ่งเป็นตัวอย่างของ CTA ที่เรียบง่ายแต่ได้ผล หากเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของเนื้อหาและตำแหน่งบนหน้าเว็บ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการคลิก และนำผู้ใช้งานไปสู่ขั้นตอนถัดไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ
2. ปุ่ม Call to Action ต้องโดดเด่น แตกต่างกว่าปุ่มอื่น ๆ
ในเว็บไซต์หรือช่องทางสื่อสำหรับการโปรโมทของแต่ละธุรกิจ มักจะมีปุ่มหรือองค์ประกอบให้ผู้ใช้งานเลือกคลิกหลายจุดในหนึ่งหน้า ไม่ว่าจะเป็นปุ่มสำหรับอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ดูรายละเอียดสินค้า หรือไปยังหน้าถัดไป ดังนั้น Call to Action จึงไม่ควรกลมกลืนไปกับปุ่มอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์
การออกแบบปุ่ม Call to Action ให้โดดเด่นและแตกต่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้สีที่ตัดกับพื้นหลังอย่างชัดเจน การใช้ขนาดหรือรูปทรงที่สะดุดตา หรือการจัดวาง Layout ในตำแหน่งที่ผู้ใช้งานมองเห็นได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ เมื่อผู้ใช้งานไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าจะคลิกตรงไหน ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการคลิกได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีผลต่อประสบการณ์ผู้ใช้งานและอัตราการแปลงผลลัพธ์บนเว็บไซต์โดยตรง
3. เพิ่มความดึงดูดด้วยสิทธิพิเศษ เร่งด่วนด้วยระยะเวลา
การทำให้คนอ่านอยากคลิกปุ่ม Call to Action อีกเทคนิคก็คือการใช้เทคนิคพิเศษที่เรียกว่า FOMO หรือ Fear of Missing Out พยายามรวบรัดการตัดสินใจผู้ใช้งานด้วยการใช้คำ หรือวลีที่ช่วยเพิ่มแรงกระตุ้น เช่น ช็อปด่วน จำนวนจำกัด หรือใส่ระยะเวลาที่แน่นอน พร้อมสิทธิพิเศษที่ลูกค้าไม่ควรพลาดเมื่อกดปุ่ม CTA เมื่อผู้อ่านรู้สึกว่าข้อเสนอมีเงื่อนไขและอาจหมดไปในไม่ช้า ก็จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการคลิกและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม การใช้ FOMO ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่จริงและเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว
4. เลี่ยงการใช้คำเทคนิคเฉพาะ
มากไปกว่าการเลือกใช้คำที่สั้น กระชับ และทรงพลังแล้ว การเลือกคำหรือวลีสำหรับ Call to Action ยังควรเป็นคำที่เข้าใจได้ง่ายในทันที และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เทคนิคเฉพาะทางที่อาจก่อให้เกิดความสับสนหรือการตีความผิด โดยเฉพาะในกรณีที่กลุ่มเป้าหมายไม่ได้มีพื้นฐานด้านเทคนิคมากนัก
หากผู้อ่านต้องหยุดเพื่อทำความเข้าใจความหมายของคำ หรือจำเป็นต้องออกไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ นั่นคือจุดที่แรงจูงใจเริ่มลดลง และอาจทำให้ผู้ใช้งานละทิ้งหน้าเว็บไปโดยไม่คลิกปุ่ม CTA ในที่สุด การใช้ภาษาที่เรียบง่าย ชัดเจน และสื่อสารตรงไปตรงมา จึงช่วยลดขั้นตอนการคิด ทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างราบรื่น และเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้อ่านให้กลายเป็นลูกค้าได้มากขึ้น
5. สร้าง Call to Action มากกว่า 1 จุด
ในหน้าเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาจำนวนมาก หรือมีความยาวมากกว่า 1 หน้ากระดาษ A4 การเลือกใช้ Call to Action เพียงจุดเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้ใช้งานแต่ละคนมีจังหวะและความพร้อมในการตัดสินใจที่แตกต่างกัน การวาง CTA มากกว่า 1 จุดจึงช่วยรองรับพฤติกรรมการอ่านและการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น ปุ่ม CTA ในช่วงต้นของหน้าอาจออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานคลิกเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม หรือทำความเข้าใจบริการก่อน เมื่อผู้อ่านเลื่อนลงมาและได้รับข้อมูลครบถ้วนมากขึ้นแล้ว จึงค่อยวาง CTA อีกปุ่มหนึ่งที่เน้นการตัดสินใจหรือปิดการขายโดยเฉพาะ วิธีนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่รู้สึกถูกเร่งรัดจนเกินไป แต่ยังคงมีทางเลือกในการดำเนินการต่อในทุกช่วงของการอ่าน ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งประสบการณ์ผู้ใช้งานและอัตราการแปลงผลลัพธ์บนเว็บไซต์ในระยะยาว
Call to Action ตัวอย่างเลือกให้เหมาะสมกับคอนเทนต์
สำหรับการสร้างปุ่ม Call to Action ขึ้นมานั้นก็เพื่อหวังให้คนที่เข้ามาอ่าน มาชมเว็บไซต์เกิดการมีส่วนร่วม แต่ในแต่ละธุรกิจนั้นก็มีวัตถุประสงค์ในการสร้างปุ่มนี้ขึ้นมาแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น
- Call to Action สำหรับปิดการขาย ซึ่งเน้นการทำยอดขาย พบได้บ่อยในพวกธุรกิจ E-Commerce โดยมีการใช้ภาษาที่สั้นกระชับ กระตุ้นการซื้อบนปุ่ม Call to Action ตัวอย่างเช่น Buy Now, ช็อปด่วน ช็อปเลย, ซื้อเลย, หยิบใส่รถเข็น, หยิบใส่ตะกร้า
- Call to Action เพื่อเก็บเป็นข้อมูลติดต่อกลับ และกลายเป็นลูกค้าคนสำคัญในอนาคต เช่น คลิกเพื่อสมัครสมาชิก, ลงทะเบียนรับข่าวสาร, สมัครวันนี้ รับสินค้าทดลองฟรี!
- Call to Action สำหรับการหาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น Read More Learn More อ่านเพิ่มเติม คลิกเพื่อดูเพิ่มเติม
- Call to Action เพื่อให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ หรือรับข้อมูลบริการเพิ่มเติม จะมีปุ่ม Call to Action ตัวอย่างเช่น ปรึกษาฟรี, ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี, พูดคุยกับเรา, ทักหาแอดมินด่วน, Message Us
บทส่งท้าย
เรียกได้ว่า Call to Action ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์ในการทำการตลาดที่ควรค่าแก่การทำเป็นอย่างมาก เพราะมีประสิทธิภาพในการสร้างโอกาสการขาย เพิ่มสมาชิกในธุรกิจและองค์กร ตลอดจนตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในการค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆ ผ่านช่องทางสื่อสารของคุณได้เป็นอย่างดี และเพื่อให้การทำ Call to Action เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้นควรอาศัยรูปแบบคอนเทนต์การนำเสนอที่น่าสนใจ และการออกแบบกราฟิกที่น่าดึงดูดใจร่วมด้วย เท่านี้ก็รับรองว่าจะช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจของคุณก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้วล่ะค่ะ
หากคุณต้องการวางกลยุทธ์ Call to Action ให้สอดคล้องกับการทำ SEO และการตลาดออนไลน์อย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้าจริง Search Studio พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลตั้งแต่การวางโครงสร้างคอนเทนต์ การออกแบบ CTA ไปจนถึงการปรับเว็บไซต์เพื่อเพิ่ม Conversion สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับทีมงานของ Search Studio ได้เลยค่ะ