ทุกวันนี้การแข่งขันบนหน้าแรกของ Google เข้มข้นกว่าสมัยก่อนเยอะมาก คนทำเว็บเลยต้องใส่ใจกับรายละเอียดเชิงเทคนิคมากขึ้น ไม่ใช่แค่เขียนคอนเทนต์ดีอย่างเดียว แต่ต้องจัดการหลังบ้านให้เป็นระบบด้วย ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือเล็กๆ แต่โคตรสำคัญสำหรับสาย Technical SEO ก็คือ ไฟล์ robots.txt นี่แหละค่ะ
ถึงแม้ชื่อจะดูลึกและเทคนิคหน่อย แต่จริงๆ แล้ว robots.txt คือ “ป้ายบอกทาง + ป้ายห้ามเข้า” สำหรับบอตของ Search Engine ถ้าเข้าใจหลักการและใช้งานถูก จะช่วยให้การเก็บข้อมูลเว็บเป็นระเบียบขึ้นมาก และมีผลทางอ้อมต่อ SEO ด้วย
มาไล่ดูทีละส่วนกันแบบไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็เข้าใจได้ค่ะ
Robots.txt คืออะไร
Robots.txt คือไฟล์ข้อความธรรมดา (text file) ที่อยู่ในโฟลเดอร์รากของเว็บไซต์ (root) มีหน้าที่ “บอกกติกา” ให้บอตของ Search Engine ซึ่งในไทยหลักๆ ก็คือ Googlebot ว่า
หน้าไหน / โฟลเดอร์ไหน อนุญาต ให้เข้ามาเก็บข้อมูล (crawl)
หน้าไหน / โฟลเดอร์ไหน ไม่อนุญาต ให้เข้ามาแตะ
พูดง่ายๆ ก็คือ
robots.txt= สมุดกฎของเว็บเรา สำหรับบอตของ Search Engine
โดยปกติแล้วบอตจะเข้าเว็บเราแบบอัตโนมัติ เดินลิงก์ไปเรื่อยๆ ถ้าเรา ไม่ตั้งกติกาเลย มันก็จะพยายามเก็บทุกอย่างทั้งหน้าเนื้อหาปกติ หน้าแอดมิน หน้าระบบ หรือไฟล์บางอย่างที่เราไม่ได้อยากให้ไปโผล่บนผลการค้นหา เช่น
หน้า login / หน้า admin
หน้า test / หน้า system ที่สร้างอัตโนมัติจากปลั๊กอิน
ไฟล์ PDF / เอกสารภายใน
หน้า duplicate หรือหน้าที่ thin content
robots.txt จึงมีหน้าที่เป็นเหมือน “คนโบกรถ” ให้บอตเดินไปเก็บหน้าเว็บที่ควรเก็บ และบอกชัดๆ ว่าอะไรไม่ต้องมายุ่งค่ะ
ความสำคัญของ Robots.txt บนเว็บไซต์
จากหน้าที่ข้างบน จะเห็นว่า robots.txt ไม่ใช่แค่ไฟล์เล็กๆ ธรรมดา แต่มีผลกับการจัดระเบียบทั้งเว็บเลย ประโยชน์หลักๆ เช่น
กันไม่ให้ Search Engine เอาหน้าขยะ / หน้าทดลอง ไปติดในผลค้นหา
เช่นหน้าที่ปลั๊กอินสร้างอัตโนมัติ หน้าพารามิเตอร์แปลกๆ ที่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ช่วยลดปัญหา Duplicate Content บางแบบ
เช่นหน้าเวอร์ชันพิเศษ หรือ path ที่ไม่อยากให้ Google มองว่าเป็นหน้าที่ต้องมาทำอันดับบอกบอตว่าอะไร “ไม่ใช่คอนเทนต์หลักของเว็บ”
เช่น โฟลเดอร์/wp-admin/หรือไฟล์ระบบต่างๆ ที่ไม่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใช้ช่วยให้บอตโฟกัส crawl หน้าเว็บที่สำคัญได้ดีขึ้น
โดยเฉพาะเว็บใหญ่ๆ ที่มีหน้าเยอะ ถ้าบอตเสียเวลาวนกับหน้าไม่สำคัญมากเกินไป ก็จะเปลือง “งบ crawl” โดยใช่เหตุใช้บอกตำแหน่ง Sitemap ให้บอตรู้
เราสามารถใส่คำสั่งSitemap:ในrobots.txtเพื่อบอกที่อยู่ของ XML Sitemap ได้ ทำให้บอตรู้จักโครงสร้างเว็บเราง่ายขึ้น และ crawl ได้เป็นระบบมากขึ้น
ถึงแม้ robots.txt จะไม่ใช่ตัวล็อกความปลอดภัย (อย่าใช้แทนระบบ Login/Password เด็ดขาด) แต่ในมุมของ SEO และการจัดระเบียบการเก็บข้อมูล มันสำคัญมากค่ะ
Robots.txt ส่งผลต่ออันดับ SEO อย่างไร
คำถามยอดฮิต: “เขียน robots.txt ดีๆ แล้วจะติดอันดับเลยไหม?”
คำตอบคือ ไม่ใช่ปัจจัยตรงๆ แบบใส่แล้วอันดับพุ่งทันที แต่มี “ผลทางอ้อม” ที่สำคัญมาก เช่น
ช่วยให้บอตใช้ Crawl Budget อย่างคุ้มค่า
Googlebot มีลิมิตว่ามันจะเก็บข้อมูลเว็บเราในระดับหนึ่งต่อช่วงเวลา ถ้าเราให้มันเสียเวลากับหน้าไม่สำคัญมากเกินไป หน้าเนื้อหาดีๆ อาจถูก crawl ช้าลงหรือไม่ทั่วถึง
ใช้robots.txtช่วยกันหน้าไม่สำคัญออก จะทำให้บอตเอาเวลาไปเก็บหน้า “ทำ SEO จริงๆ” ได้มากขึ้นลดโอกาสให้หน้าเนื้อหาแย่ๆ ไปปนในดัชนีของเว็บ
หน้า thin content / หน้า test / หน้าที่ไม่ได้ตั้งใจให้คนเข้า ถ้าปล่อยให้ถูกเก็บหมด อาจทำให้ภาพรวมคุณภาพเว็บในสายตา Search Engine แย่ลงได้บอกบอตให้รู้จัก Sitemap ได้อย่างชัดเจน
การใส่คำสั่งSitemap:ในrobots.txtช่วยให้บอตรู้ทันทีว่า “โครงสร้างหลักของเว็บอยู่ตรงไหน” ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ดีของการดูแลเว็บแบบ Technical SEO
สรุปคือ robots.txt เป็นเหมือน “ตัวช่วยจัดระเบียบสนาม” ให้ SEO ทำงานง่ายขึ้น ถ้าใช้ร่วมกับการปรับโครงสร้างเว็บและการดูแลเชิงเทคนิคอื่นๆ ผ่านบริการอย่าง Technical SEO จะยิ่งเห็นผลชัดค่ะ
คำสั่งเบื้องต้นที่นิยมเขียนลงบน Robots.txt
ไฟล์ robots.txt เป็นแค่ไฟล์ข้อความธรรมดา ใช้คำสั่งไม่กี่แบบก็เริ่มใช้งานได้แล้ว มาดูคำสั่งหลักๆ กันค่ะ
1. User-agent
ใช้ระบุว่า “กฎชุดนี้ใช้กับบอตตัวไหน”
ถ้าใช้ * หมายถึงใช้กับบอตทุกตัว
ตัวอย่าง:
User-agent: *
2. Allow
ใช้บอกว่า “อนุญาตให้บอตเข้า path นี้ได้”
มักใช้คู่กับ Disallow เวลาอยากห้ามทั้งโฟลเดอร์ แต่ยกเว้นบางไฟล์
ตัวอย่าง:
User-agent: *
Allow: /wp-admin/admin-ajax.php3. Disallow
ใช้บอกว่า “ห้ามบอตเข้า path นี้”
ตัวอย่าง:
User-agent: *
Disallow: /wp-admin/
Disallow: /temp/
Disallow: /test-page/
หมายถึงห้ามบอตเข้า /wp-admin/ และโฟลเดอร์/หน้าอื่นที่ระบุ
4. Sitemap
ใช้บอกตำแหน่ง XML Sitemap ของเว็บ เช่น
Sitemap: https://www.example.com/sitemap.xml
บรรทัดนี้ช่วยให้บอตรู้ทันทีว่าจะเข้าไปดูโครงสร้างหน้าเว็บทั้งหมดได้จากไหน
สิ่งที่ต้องระวังในการเขียนสคริปต์บน Robots.txt
เพราะ robots.txt เป็น “กฎให้บอตทำตาม” ดังนั้นถ้าเขียนพลาดนิดเดียว ผลกระทบอาจใหญ่กว่าที่คิด เช่น
ใส่
Disallow: /ผิดที่ → กลายเป็นห้ามบอตเข้าเว็บทั้งเว็บใส่ path ผิด → คิดว่าห้ามแล้ว แต่จริงๆ บอตยังเข้าได้อยู่
ห้ามบอตเข้าไฟล์ CSS / JS ที่จำเป็นต่อการ render หน้าเว็บ → ทำให้ Google มองเว็บเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
ข้อควรระวังหลักๆ:
อย่าใช้ Robots.txt แทนระบบความปลอดภัย
ถ้ามีข้อมูลลับจริงๆ เช่น ข้อมูลลูกค้า ฯลฯ ต้องใช้ระบบ Login / Permission / การเข้ารหัส ไม่ใช่แค่เขียนDisallowแล้วคิดว่าปลอดภัยตรวจทานให้ดีทุกครั้งก่อนอัปขึ้นเว็บจริง
เพราะแค่ตัวอักษรหลุดหนึ่งตัว ก็อาจทำให้บอตเก็บข้อมูลผิดหน้า หรือเข้าไม่ถึงหน้าที่สำคัญใช้เครื่องมือช่วยตรวจ เช่น Robots Testing Tool
Google มีเครื่องมืออย่าง Robots Testing Tool ให้เราเช็กได้ว่าคำสั่งในrobots.txtทำงานตามที่ต้องการจริงไหมอย่าห้าม crawl หน้า แต่หวังจะให้ติด SEO
ถ้าต้องการให้หน้าไหนติดอันดับใน Google ห้ามเขียนDisallowหน้าหรือ path นั้นโดยไม่ตั้งใจ
บทสรุป
ตอนนี้คุณน่าจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่า Robots.txt ไม่ใช่ของเล่นเล็กๆ สำหรับสายเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นไฟล์ที่ทุกคนที่ดูแลเว็บไซต์และสนใจ SEO ควรรู้จัก:
มันช่วยจัดระเบียบการเก็บข้อมูลของบอต
ช่วยกันหน้าไม่สำคัญ / หน้าทดลอง / หน้าแอดมินไม่ให้ไปโผล่ในผลการค้นหา
ช่วยให้บอตโฟกัสเก็บหน้า “ที่มีคุณค่าทาง SEO จริงๆ”
ทำงานคู่กับ Sitemap และองค์ประกอบด้าน Technical SEO อื่นๆ
ถ้าคุณดูแลเว็บไซต์เอง ลองกลับไปเปิด robots.txt ของเว็บตัวเองดูว่า
เขียนถูกไหม
มี
Sitemap:แล้วหรือยังมีการ
Disallowหน้า/โฟลเดอร์ที่ไม่ควรห้ามหรือเปล่า
แต่ถ้าคุณอยากให้คนที่เชี่ยวชาญด้าน Technical SEO ช่วยดูภาพรวมทั้งเว็บ ตั้งแต่โครงสร้าง, robots.txt, sitemap, ไปจนถึง performance และ crawlability ทีมงาน Search Studio มีบริการ ทำ Technical SEO และดูแล SEO แบบครบวงจร ที่ช่วยให้เว็บของคุณพร้อมทั้งในสายตาผู้ใช้และในมุมของ Search Engine ค่ะ
FAQ (คำถามที่พบบ่อย)
Robots.txt คือไฟล์ที่บอก “บอตให้ เข้าหรือไม่เข้า path/โฟลเดอร์ไหน” ส่วน Meta Robots (เช่น meta name="robots" content="noindex") เป็นคำสั่งที่ใส่ในหน้า HTML เพื่อบอกว่า “ให้จัดทำหรือไม่จัดทำดัชนี (index) หน้าเว็บนั้นๆ” ถึงแม้จะคล้ายกันเรื่องการคุมการมองเห็นของ Search Engine แต่การทำงานคนละชั้นกัน ถ้าอยากเข้าใจบริบทให้ครบ แนะนำให้ดูควบคู่กับภาพรวมของการทำ SEO (Search Engine Optimization) และโครงสร้างการทำงานของSearch Engine จะเห็นชัดว่าควรใช้แต่ละอันตอนไหนค่ะ
ถ้าเว็บคุณไม่มีไฟล์ robots.txt เลย บอตของ Search Engine จะถือว่า “ทุกหน้าเข้าได้หมดโดยปริยาย” ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเว็บเล็กๆ แต่สำหรับเว็บที่มีหน้าเยอะ มีระบบหลังบ้าน หรือมีหน้าขยะ/หน้าทดลองเยอะๆ การไม่มี robots.txt อาจทำให้บอตเสียเวลา crawl หน้าไม่สำคัญมากเกินไป และดึงหน้าเหล่านั้นเข้าไปปนในดัชนีได้ การมีไฟล์นี้ที่ออกแบบดี (โดยเฉพาะในงานTechnical SEO) จึงช่วยจัดระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บในระยะยาวค่ะ
ไม่ค่ะ robots.txt ไม่ใช่ระบบรักษาความปลอดภัย แต่เป็น “ข้อตกลงสำหรับบอตที่เชื่อฟัง” เท่านั้น มันช่วยบอกบอตว่าไม่ต้องเข้า path เช่น /wp-admin/ หรือ /login/ แต่ไม่ได้กันคนที่รู้ URL หรือใช้วิธีอื่นเข้ามาได้เลย ถ้าเป็นข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลลูกค้า ระบบสมาชิก หรือไฟล์ลับ ต้องใช้ระบบ login, สิทธิ์การเข้าถึง และวิธีด้าน security อื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ควรใช้ robots.txt แทนระบบรักษาความปลอดภัยเด็ดขาด แม้จะเป็นส่วนหนึ่งในงานดูแลเว็บไซต์เชิงเทคนิค ก็ตาม
มีผลได้เลย โดยเฉพาะกรณีที่เผลอ Disallow ผิด เช่น ไปห้ามทั้ง / หรือห้ามโฟลเดอร์/หน้า ที่เราต้องการให้ติดอันดับ ผลคือบอตเข้าไม่ถึง หน้าไม่ถูก crawl/dindex ทำให้เว็บหายจากผลการค้นหาในบางส่วนทันที หรือในบางเคสห้ามบอตโหลดไฟล์ CSS/JS ที่จำเป็นต่อการแสดงผลหน้าเว็บ ทำให้ Google มองหน้าเพี้ยนจากความเป็นจริงได้ ก่อนอัปไฟล์ขึ้นจริงควรทดสอบด้วยเครื่องมืออย่าง Robots Testing Tool และถ้าเว็บคุณใหญ่มาก แนะนำให้ทำร่วมกับผู้เชี่ยวชาญTechnical SEO เพื่อลดความเสี่ยงค่ะ
จุดเริ่มง่ายๆ คือ
-
เช็กก่อนว่าเว็บปัจจุบันมี
robots.txtหรือยัง (https://โดเมนคุณ.com/robots.txt) -
ดูว่ามี
Disallowอะไรที่ไปห้ามหน้า/โฟลเดอร์สำคัญโดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ -
เพิ่มคำสั่ง
Sitemap:ชี้ไปยัง XML Sitemap ของเว็บ -
กันโฟลเดอร์ระบบที่ไม่จำเป็นต่อผู้ใช้ เช่น
/wp-admin/,/temp/, หน้า test ต่างๆ
จากนั้นค่อยปรับลึกขึ้นตามโครงสร้างเว็บ ภาพรวมเหล่านี้มักถูกวางควบคู่ไปกับงานโครงสร้างเว็บและการทำ Technical SEO เพื่อให้ทั้งบอตและผู้ใช้เข้าถึงหน้า “ที่สำคัญจริงๆ” ของเว็บไซต์ได้ดีที่สุดค่ะ