SEO

เริ่มต้นเข้าใจ Core Web Vitals เรื่องสำคัญของการจัดอันดับเว็บไซต์

Fast To Read

ถ้าพูดถึงการทำ SEO หลายคนน่าจะคุ้นกับเรื่องการเขียนคอนเทนต์ การเลือกคีย์เวิร์ด และการทำให้ Google มองเห็นว่าเว็บของเรามีประโยชน์ต่อคนค้นหา แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และส่งผลโดยตรงต่ออันดับบนหน้าแรกก็คือ Core Web Vitals นั่นเองค่ะ

Core Web Vitals เป็นชุดตัวชี้วัดที่ Google ใช้ดู “ประสบการณ์ของผู้ใช้” บนเว็บไซต์ ไม่ใช่แค่ดูว่าเราเขียนอะไร แต่ดูด้วยว่าหน้าเว็บโหลดเร็วไหม เลย์เอาต์นิ่งไหม และเว็บตอบสนองต่อการคลิกได้ดีแค่ไหน

ในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักว่า Core Web Vitals คืออะไร สำคัญต่อ SEO ยังไง และอัปเดตล่าสุดว่า ปัจจุบัน Google ใช้ INP แทน FID แล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 รวมถึงแนวทางตรวจสอบและปรับปรุงให้เว็บไซต์ของคุณผ่านเกณฑ์ Core Web Vitals ในปี 2026 นี้ไปพร้อมๆ กันค่ะ

Core Web Vitals คืออะไร

CORE WEB VITALS คืออะไร?

Core Web Vitals คือชุดเมตริกมาตรฐานที่ Google ใช้ในการวัดคุณภาพของเว็บไซต์ในมุมของ “ประสบการณ์ผู้ใช้” หรือ User Experience (UX) โดยเน้นไปที่ 3 เรื่องหลัก คือ

  • ความเร็วในการโหลดคอนเทนต์

  • ความลื่นไหลในการโต้ตอบกับหน้าเว็บ

  • ความนิ่งและเสถียรของเลย์เอาต์เวลาหน้าเว็บกำลังโหลด

รายละเอียดเชิงเทคนิคสามารถดูได้จากเอกสารของ Google เรื่อง Core Web Vitals บน Google Search Central

ปัจจุบัน Core Web Vitals มีองค์ประกอบหลัก 3 ตัว ได้แก่

  • LCP (Largest Contentful Paint) – วัดความเร็วในการโหลดคอนเทนต์หลักของหน้า

  • INP (Interaction to Next Paint) – วัดความเร็วในการตอบสนองต่อการโต้ตอบของผู้ใช้ เช่น การคลิกหรือแตะหน้าจอ

  • CLS (Cumulative Layout Shift) – วัดความนิ่งของเลย์เอาต์บนหน้าเว็บ เวลามีการโหลดองค์ประกอบต่างๆ

เดิมที Google ใช้ FID (First Input Delay) เป็นหนึ่งใน Core Web Vitals แต่ได้เปลี่ยนมาใช้ INP แทนอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 เพื่อให้สะท้อนประสบการณ์การใช้งานจริงของผู้ใช้ได้แม่นยำมากขึ้นค่ะ

3 องค์ประกอบของ Core Web Vitals

CORE WEB VITALS คืออะไร?

1. Largest Contentful Paint (LCP) คืออะไร?

Largest Contentful Paint (LCP) เป็นตัวชี้วัดว่า “คอนเทนต์ชิ้นหลักที่ใหญ่ที่สุดในหน้าถูกโหลดเสร็จเมื่อไหร่” ซึ่งมักจะเป็นรูป Hero ขนาดใหญ่ แบนเนอร์หลัก รูปสินค้า หรือบล็อกข้อความหลักของหน้าเว็บนั้นๆ

เกณฑ์ LCP ตามที่ Google แนะนำคือ

  • ดี (Good) – น้อยกว่า 2.5 วินาที

  • ควรปรับปรุง (Needs Improvement) – 2.5 ถึง 4 วินาที

  • แย่ (Poor) – มากกว่า 4 วินาที

พูดง่ายๆ คือ ถ้าคนเปิดเว็บไซต์แล้วต้องรอนานกว่าจะเห็นคอนเทนต์หลัก ผู้ใช้ก็มีโอกาสสูงที่จะกดปิดหน้าไปก่อน ทำให้ทั้งประสบการณ์ผู้ใช้และ SEO แย่ลงไปพร้อมกัน

ถ้าต้องการโฟกัสเรื่องความเร็วหน้าเว็บและคะแนน PageSpeed เพิ่มเติม สามารถใช้แนวทางจาก Google PageSpeed Insights คืออะไร มาช่วยวางแผนได้

2. Interaction to Next Paint (INP) คืออะไร?

Interaction to Next Paint (INP) เป็นเมตริกตัวใหม่ของ Core Web Vitals ที่มาแทน FID โดย INP จะดูว่า “หน้าเว็บตอบสนองต่อการโต้ตอบของผู้ใช้ได้เร็วแค่ไหน” เช่น เมื่อผู้ใช้คลิกปุ่ม เมนู ลิงก์ หรือพิมพ์อะไรบางอย่าง ระบบใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าหน้าจอจะแสดงผลตอบสนองกลับมา

เกณฑ์ของ INP ที่ Google แนะนำคือ

  • ดี (Good) – น้อยกว่า 200 มิลลิวินาที (0.2 วินาที)

  • ควรปรับปรุง (Needs Improvement) – 200 ถึง 500 มิลลิวินาที

  • แย่ (Poor) – มากกว่า 500 มิลลิวินาที

สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนจาก FID มาเป็น INP เพราะ FID วัดเฉพาะ “ช่วงเริ่มต้นของการคลิก” แต่ไม่ได้สะท้อนเวลาที่ระบบใช้ประมวลผลและแสดงผลกลับมา ในขณะที่ INP จะดูทั้งช่วงที่มีการคลิก การประมวลผล และการแสดงผลรวมกัน ทำให้เรามองเห็นภาพประสบการณ์ใช้งานจริงได้ดีกว่าค่ะ

3. Cumulative Layout Shift (CLS) คืออะไร?

Cumulative Layout Shift (CLS) ใช้วัดความนิ่งของเลย์เอาต์หน้าเว็บ ว่ามีองค์ประกอบต่างๆ ขยับไปมาในขณะที่ผู้ใช้กำลังอ่านหรือกำลังกดอะไรอยู่หรือเปล่า

ตัวอย่างปัญหาที่ทำให้ค่า CLS แย่ เช่น

  • กำลังจะกดปุ่ม แต่ปุ่มเลื่อนลงเพราะมีแบนเนอร์หรือรูปโหลดโผล่ขึ้นมา

  • ข้อความขยับไปมาเพราะฟอนต์หรือขนาดตัวอักษรเปลี่ยนช้า

  • ไม่มีการกำหนดขนาดภาพ ทำให้เลย์เอาต์เด้งเมื่อรูปโหลดเสร็จ

เกณฑ์ CLS โดยสรุปคือ

  • ดี (Good) – น้อยกว่า 0.1

  • ควรปรับปรุง (Needs Improvement) – 0.1 ถึง 0.25

  • แย่ (Poor) – มากกว่า 0.25

ถ้าหน้าเว็บของเรามีองค์ประกอบกระโดดไปมา ผู้ใช้จะรู้สึกว่าเว็บไม่น่าเชื่อถือ ใช้งานยาก และอาจเผลอกดผิด ทำให้ประสบการณ์โดยรวมไม่ดีและส่งผลต่อ SEO ตามมาค่ะ

ใครยังสับสนเรื่องความต่างระหว่าง “หน้าเว็บ (Webpage)” กับ “เว็บไซต์ (Website)” ลองดูคำอธิบาย ความแตกต่างระหว่าง Website และ Webpage จะช่วยให้วางโครงสร้างเว็บให้เหมาะกับ UX และ SEO ได้ดีขึ้น

Google ใช้ Core Web Vitals ยังไงในการจัดอันดับ SEO?

Google มอง Core Web Vitals เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาณด้าน Page Experience หรือประสบการณ์ผู้ใช้บนหน้าเว็บ ซึ่งถูกใช้ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ เช่น

  • คุณภาพคอนเทนต์

  • ลิงก์จากภายนอก (Backlinks)

  • ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ (เช่นหลักการ E-E-A-T คืออะไร)

  • โครงสร้างเว็บไซต์และ Technical SEO

ในการจัดอันดับผลการค้นหา

ดังนั้นต่อให้คอนเทนต์ดี คีย์เวิร์ดตรงเป๊ะ แต่ถ้าเว็บไซต์โหลดช้า ตอบสนองช้า หรือเลย์เอาต์เด้งไปมา ผู้ใช้ก็อาจออกจากเว็บไซต์ก่อนอ่านจบ ทำให้มีผลเสียต่อทั้ง Conversion และสัญญาณทาง SEO ในระยะยาว

ในมุมของคนทำ Technical SEO, Core Web Vitals จึงกลายเป็นอีก “เช็กลิสต์บังคับ” ที่ควรดูควบคู่ไปกับเรื่องโครงสร้างเว็บไซต์ โครงสร้าง URL การทำ 301 Redirect Sitemap และองค์ประกอบด้านเทคนิคอื่นๆ เพื่อให้ทั้งเครื่องมือค้นหาและผู้ใช้ใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกที่สุด

เราจะตรวจสอบและปรับปรุง Core Web Vitals ได้อย่างไร

CORE WEB VITALS คืออะไร?

ก่อนจะแก้ เราต้องรู้ก่อนว่า “ตอนนี้เว็บไซต์ของเราอยู่ในระดับไหน” ซึ่ง Google มีเครื่องมือฟรีให้ใช้งานหลายตัว เช่น

1. Google PageSpeed Insights

เครื่องมือนี้หลายคนน่าจะคุ้นชื่อกันอยู่แล้ว ใช้เช็กความเร็วและ Core Web Vitals ของหน้าเว็บราย URL ผ่านหน้า PageSpeed Insights

วิธีใช้งานคร่าวๆ คือ

  • เข้าไปที่หน้า PageSpeed Insights

  • ใส่ URL หน้าเว็บที่ต้องการตรวจสอบ

  • เลือกดูผลทั้งแบบ Mobile และ Desktop

  • เลื่อนลงมาดูค่าของ LCP, INP และ CLS และคำแนะนำในการปรับปรุง

ถ้าอยากอ่านเวอร์ชันภาษาไทยที่อธิบายแบบละเอียด สามารถใช้คู่กับ Google PageSpeed Insights คืออะไร เพื่อช่วยตีความผลลัพธ์และวางแผนแก้ไขได้ง่ายขึ้น

PageSpeed Insights จะแสดงทั้ง Lab Data (ข้อมูลจากการจำลองสถานการณ์) และ Field Data (ข้อมูลจากผู้ใช้จริง) ซึ่งควรดูควบคู่กันเพื่อให้เห็นภาพว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่เจอปัญหาที่จุดไหน

2. Google Search Console (รายงาน Core Web Vitals)

ถ้าคุณติดตั้ง Google Search Console แล้ว ในเมนูด้านซ้ายจะมีรายงาน Core Web Vitals แยก Mobile และ Desktop ให้ดูอย่างละเอียด

ข้อดีของรายงานนี้คือ

  • ดูภาพรวมทั้งเว็บไซต์ ไม่ใช่แค่หน้าเดียว

  • Google จะแบ่งหน้าเว็บออกเป็นกลุ่ม “ดี / ต้องปรับปรุง / แย่”

  • คลิกเข้าไปดูต่อได้ว่ามี URL ไหนได้รับผลกระทบจากปัญหา LCP / INP / CLS บ้าง

ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีหลายร้อยหรือหลายพันหน้า การดูผ่าน Search Console จะช่วยให้วางแผนการปรับปรุง Core Web Vitals ได้ง่ายขึ้นมากค่ะ

วิธีปรับปรุง Core Web Vitals ให้ดีขึ้น

เมื่อรู้แล้วว่าเว็บไซต์ของเรามีปัญหา Core Web Vitals อยู่จุดไหน ขั้นต่อไปคือการปรับปรุง ซึ่งโดยสรุปจะโฟกัสอยู่ 3 เรื่องตามเมตริกหลักคือ LCP, INP และ CLS

1. วิธีปรับปรุง LCP (ให้หน้าเว็บโหลดเร็วขึ้น)

แนวทางหลักๆ ได้แก่

  • ลดขนาดภาพและใช้ไฟล์รูปแบบใหม่
    บีบอัดรูปและใช้ไฟล์สกุลอย่าง WebP หรือ AVIF ในบางกรณี และอย่าลืมตั้งขนาดภาพให้เหมาะกับการแสดงผลจริง

  • เลื่อนโหลด (Lazy-load) รูปหรือวิดีโอที่อยู่ด้านล่างหน้าจอ
    เพื่อให้คอนเทนต์ส่วนบนโหลดเสร็จก่อน ผู้ใช้จะรู้สึกว่าเว็บโหลดเร็วขึ้นมาก

  • ลดสคริปต์จากภายนอกที่ไม่จำเป็น
    เช่น โค้ด Tracking, Widget หรือปลั๊กอินต่างๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้งานแล้ว

  • ใช้ระบบแคชหรือ CDN
    โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีคนเข้าจากหลายประเทศ หรือเว็บไซต์ที่ใช้ WordPress ซึ่งสามารถใช้ปลั๊กอินช่วยจัดการเรื่องความเร็วและแคชได้จากรายการใน ปลั๊กอิน WordPress ที่ช่วยเรื่อง SEO และความเร็ว

2. วิธีปรับปรุง INP (ให้เว็บตอบสนองไวขึ้น)

INP เกี่ยวข้องกับการทำงานของ JavaScript และการโต้ตอบของผู้ใช้โดยตรง แนวทางแก้ไข เช่น

  • ลด JavaScript ที่ไม่จำเป็น
    ลบสคริปต์ที่ไม่ได้ใช้ แยกงานหนักออกจากกัน และพยายามไม่ให้มีโค้ดใดบล็อกการตอบสนองของหน้าเว็บนานเกินไป

  • ลดจำนวนปลั๊กอินหรือ Third-party Script
    ยิ่งโหลดสคริปต์จากภายนอกเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่หน้าเว็บจะหน่วงจากการประมวลผลมากขึ้นเท่านั้น

  • ออกแบบปุ่มและเมนูให้ตอบสนองเร็ว
    เช่น ปรับให้ปุ่มสำคัญโหลดเร็วเป็นพิเศษ ใช้เอฟเฟกต์ที่ไม่กินทรัพยากรเครื่องมาก และทดสอบกับอุปกรณ์จริงหลายๆ แบบ

  • ทำงานร่วมกับทีม Dev หรือผู้เชี่ยวชาญ Technical SEO
    หลายปัญหาของ INP มักต้องปรับที่โค้ดหรือโครงสร้างเว็บ การให้คนที่เชี่ยวชาญด้านเทคนิคช่วยดู จะทำให้แก้ได้ตรงจุดและยั่งยืนกว่าค่ะ

3. วิธีปรับปรุง CLS (ให้หน้าเว็บนิ่ง ไม่เด้งไปมา)

แนวทางสำหรับลด CLS เช่น

  • กำหนดขนาดรูปภาพและวิดีโอให้ชัดเจน
    ใส่ความกว้างและความสูงของภาพ เพื่อจองพื้นที่ไว้ล่วงหน้า เลย์เอาต์จะได้ไม่เด้งเมื่อรูปโหลดเสร็จ

  • จองพื้นที่สำหรับแบนเนอร์หรือโฆษณา
    ถ้าใช้โฆษณาแบบแทรกในคอนเทนต์ ควรจองพื้นที่ไว้ตั้งแต่แรก ไม่ให้โฆษณาไปดันข้อความที่ผู้ใช้กำลังอ่านอยู่

  • จัดการฟอนต์ให้ดี
    เลือกฟอนต์ที่แสดงผลได้เร็ว หรือตั้งค่าการโหลดฟอนต์ให้ไม่ทำให้ข้อความขยับไปมา

  • หลีกเลี่ยงการเพิ่มองค์ประกอบด้านบนของคอนเทนต์แบบทันที
    เช่น แบนเนอร์แจ้งเตือนหรือป็อปอัปที่โผล่ขึ้นมาด้านบนในขณะที่ผู้ใช้กำลังอ่านอยู่

ตัวอย่างผลลัพธ์เมื่อปรับ Core Web Vitals ให้ดีขึ้น

จากประสบการณ์ในการดูแลเว็บไซต์ธุรกิจหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น B2B, E-commerce หรือเว็บไซต์บริการ เมื่อมีการปรับปรุง Core Web Vitals อย่างจริงจังร่วมกับการพัฒนาคอนเทนต์สำหรับ SEO ตามแนวทางใน การเขียนบล็อกให้รองรับ SEO มักจะเห็นผลลัพธ์ด้านธุรกิจตามมาชัดเจน เช่น

  • อัตราการเด้งออกจากหน้า (Bounce Rate) ลดลง

  • คนใช้เวลาบนหน้าเว็บนานขึ้น อ่านเนื้อหามากขึ้น

  • จำนวนคนที่กรอกฟอร์ม ติดต่อ หรือสั่งซื้อเพิ่มขึ้น

  • อันดับคีย์เวิร์ดสำคัญค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่า Core Web Vitals ไม่ได้เป็นเรื่องของ “ตัวเลขในเครื่องมือ” เท่านั้น แต่สะท้อนถึงประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์และเว็บไซต์ของคุณจริงๆ

บทสรุป

โดยสรุปแล้ว การทำ SEO ให้ได้ผลในระยะยาวไม่ใช่แค่เรื่องของคีย์เวิร์ดหรือแบ็กลิงก์ แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง

  • คอนเทนต์ดี

  • ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดี

  • โครงสร้างเว็บไซต์ที่แข็งแรง

Core Web Vitals เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ Google ใช้ดูว่าผู้ใช้มีประสบการณ์อย่างไรเมื่อเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ ถ้าคุณสามารถทำให้ LCP, INP และ CLS อยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้ ก็เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับทั้งผู้ใช้งานและ Search Engine ไปพร้อมกัน

สำหรับคนทำ SEO หรือเจ้าของเว็บไซต์ธุรกิจ การตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึม การวัดผล และแนวทางปฏิบัติด้านเทคนิคอย่าง Core Web Vitals จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคนี้ค่ะ

ให้ Search Studio ช่วยดู Core Web Vitals และ SEO ของคุณ

ถ้าคุณมีเว็บไซต์อยู่แล้ว แต่อันดับบน Google ยังไม่ไปไกลเท่าที่หวัง หรือสงสัยว่าเว็บไซต์ของตัวเองมีปัญหาเรื่องความเร็วและ Core Web Vitals หรือเปล่า ทีมงาน บริษัทรับทำ SEO Search Studio ยินดีช่วยวิเคราะห์และวางแผนให้ค่ะ

เรามี บริการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก ครอบคลุมทั้งด้านคอนเทนต์ On-page, Technical SEO และการปรับปรุง Core Web Vitals ให้เหมาะกับประเภทธุรกิจของคุณ ช่วยประหยัดเวลาในการเรียนรู้เอง และลดการลองผิดลองถูกไปได้เยอะ

สนใจปรึกษาหรืออยากให้ทีมงานช่วยดูเบื้องต้น สามารถติดต่อเราได้ทางอีเมล admin@searchstudio.co.th หรือผ่านฟอร์มติดต่อบนเว็บไซต์ได้เลยค่ะ

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

Core Web Vitals คืออะไร และสำคัญต่อ SEO ยังไง?

Core Web Vitals คือชุดตัวชี้วัดด้านประสบการณ์ผู้ใช้ที่ Google ใช้ประเมินคุณภาพหน้าเว็บในมุมมองของ UX โดยโฟกัส 3 เรื่องหลักคือ ความเร็วในการโหลด (LCP), ความลื่นไหลในการโต้ตอบ (INP) และความนิ่งของเลย์เอาต์ (CLS) ถ้า Core Web Vitals ของเว็บคุณดี จะช่วยให้ผู้ใช้ใช้งานเว็บได้สะดวก อยู่บนเว็บนานขึ้น และส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการจัดอันดับบน Google ควบคู่ไปกับการทำคอนเทนต์และ
การเขียนบล็อกให้รองรับ SEO

LCP, INP, CLS ควรมีค่าประมาณเท่าไหร่ถึงจะดีสำหรับ SEO?

โดยทั่วไป Google แนะนำว่า

  • LCP ควรน้อยกว่า 2.5 วินาที

  • INP ควรน้อยกว่า 200 มิลลิวินาที

  • CLS ควรน้อยกว่า 0.1

ถ้าค่าตัวเลขอยู่ในช่วงนี้ แสดงว่าหน้าเว็บของคุณให้ประสบการณ์ที่ดีในมุมของความเร็ว ความลื่น และความนิ่งของหน้าเว็บ ซึ่งช่วยเสริมให้ผลลัพธ์จากการทำ
Technical SEO และการปรับโครงสร้างเว็บโดยรวม มีโอกาสส่งผลดีต่ออันดับ SEO ในระยะยาวมากขึ้น

ถ้าคะแนน PageSpeed ต่ำ แต่เนื้อหาดี ยังมีโอกาสติดอันดับได้ไหม?

มีโอกาสแน่นอน แต่จะ “เสียเปรียบ” ถ้าเทียบกับคู่แข่งที่มีทั้งคอนเทนต์ดีและ Core Web Vitals ดีไปพร้อมกัน ถ้าคุณมีเนื้อหาที่ตอบโจทย์ผู้ใช้จริงๆ และวางโครงสร้างคอนเทนต์ตามหลัก Google PageSpeed Insights คืออะไร และแนวทางของ Google เรื่อง UX/คอนเทนต์ คุณก็ยังพอมีโอกาสติดอันดับ แต่การปรับความเร็วและแก้ Core Web Vitals ให้ดีขึ้น จะช่วยลด Bounce Rate และทำให้สัญญาณทางพฤติกรรมผู้ใช้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลบวกต่อ SEO มากกว่าในระยะยาว

ถ้าอยากเริ่มปรับ Core Web Vitals ควรเริ่มจากตรงไหนก่อน?

จุดเริ่มต้นที่ง่ายและควรทำก่อนคือ การเช็กผลด้วย PageSpeed Insights และรายงาน Core Web Vitals ใน Google Search Console เพื่อดูว่าปัญหาหลักมาจาก LCP, INP หรือ CLS จากนั้นค่อยไล่แก้ทีละเรื่อง เช่น

  • ถ้า LCP แย่ → เน้นลดขนาดรูป ปรับรูปแบบไฟล์ ใช้แคช หรือ CDN

  • ถ้า INP แย่ → ตรวจ JavaScript, ปลั๊กอิน และการทำงานของปุ่ม/เมนู

  • ถ้า CLS แย่ → กำหนดขนาดภาพ ฟอนต์ และพื้นที่โฆษณาให้ชัดเจน

เมื่อทำคู่กับการพัฒนาโครงสร้างเว็บและ Technical SEO จะช่วยยกระดับคุณภาพเว็บได้ทั้งฝั่งเครื่องมือค้นหาและฝั่งผู้ใช้จริง

Written By

เมย์เริ่มงานสาย Online Marketing มาได้มาได้มากกว่า 3 ปีแล้ว และยังคงศึกษางาน SEO และ Online Marketing ต่อไป ด้วยเป็นเด็กสายวิทย์ที่ชอบการอ่านมากกว่าฟัง ชอบวิเคราะห์ มีความขี้สงสัยและต้องค้นหาเหตุผลให้เจอ ยังคงหลงใหลในศิลปะการทำอาหาร สุดท้ายแล้วขอให้แมวจรทุกตัวมีบ้านค่ะ
Views
Related Article

รับคำปรึกษา
SEO ฟรี!

ตรวจสถานะ SEO ของเว็บไซต์ของคุณ ฟรี พร้อมคำแนะนำจาก SEO Specialist ของเรา มูลค่า 35,000 บาท

มีจำนวนจำกัด เท่านั้น ติดต่อเราเลย

Let’s talk

Got an idea in your mind? Pop your info into our form
and we will get back to you shortly.